| ชื่อเรื่อง | : | การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครโดยใช้เทคนิคดีอีเอ |
| นักวิจัย | : | สนธยา พูนไธสง |
| คำค้น | : | โรงเรียน -- การบริหาร |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สุวิมล ว่องวาณิช , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2549 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/14810 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ เปรียบเทียบและนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 391 โรงเรียน ใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านการบริหารและงบประมาณ 2)ด้านบุคลากร และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมของนักเรียน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนและบุคลากรสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลจากผู้อำนวยการโรงเรียนและข้อมูลสารสนเทศที่เผยแพร่ทางเอกสารและอินเทอร์เนต ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคดีอีเอโดยใช้โปรแกรม Frontier Analyst ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาด้านการบริหารและงบประมาณ พบว่า โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครมีค่าประสิทธิภาพอยู่ระหว่าง 80.77-100.00% โดยมีโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ 100 % จำนวน 45 โรงเรียน (ร้อยละ 11.50) แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษาโดยการลดปัจจัยป้อนพบว่า ปัจจัยที่มีขนาดการปรับลด โดยเฉลี่ยมากที่สุดคือ งบประมาณทางการศึกษา ร้อยละ 37.56 รองลงมาคือ ปัจจัยป้อนจำนวนครูต่อห้อง ร้อยละ 10.24 และจำนวนชั่วโมงสอนของครูต่อสัปดาห์ ร้อยละ 6.25 ตามลำดับ ส่วนผลการวิเคราะห์การเพิ่มประสิทธิภาพโดยการเพิ่มปัจจัยผลผลิต พบว่าขนาดการปรับเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 11.96 และขนาดการปรับเพิ่มร้อยละของผู้เรียนที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 10.15 2. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาด้านบุคลากร พบว่า โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครมีค่าประสิทธิภาพอยู่ระหว่าง 80.69-100.00% โดยมีโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ 100% จำนวน 81 โรงเรียน (ร้อยละ 20.71) แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษาโดยการลดปัจจัยป้อน พบว่า ปัจจัยที่มีขนาดการปรับลดโดยเฉลี่ยมากที่สุดคือ จำนวนครั้งของการใช้สื่อการสอนต่อสัปดาห์ ร้อยละ 41.42 รองลงมาคือ ปัจจัยป้อนจำนวนชั่วโมงที่ครูได้รับการอบรมพัฒนาต่อปี ร้อยละ 39.17 และจำนวนชั่วโมงที่ครูปฏิบัติหน้าอื่นที่เกี่ยวข้องกับการสอน ร้อยละ 31.02 ตามลำดับส่วนผลการวิเคราะห์การเพิ่มประสิทธิภาพโดยการเพิ่มปัจจัยผลผลิต พบว่าขนาดการปรับเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 11.13 และขนาดการปรับเพิ่มร้อยละของผู้เรียนที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 9.76 3. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาด้านสภาพแวดล้อมของนักเรียน พบว่า โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครมีค่าประสิทธิภาพอยู่ระหว่าง 81.18-100.00% โดยมีโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ 100% จำนวน 83 โรงเรียน(ร้อยละ 21.22) แนวทางการปรับเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษาโดยการลดปัจจัยป้อน พบว่า ปัจจัยที่มีขนาดการปรับลดโดยเฉลี่ยมากที่สุดคือ อัตราส่วนพื้นที่ห้องต่อนักเรียน ร้อยละ 36.42 รองลงมาคือ จำนวนหนังสือต่อนักเรียนร้อยละ 23.26 และจำนวนคอมพิวเตอร์ต่อนักเรียน ร้อยละ 22.30 ตามลำดับ ส่วนผลการวิเคราะห์การเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการเพิ่มปัจจัยผลผลิต พบว่า ขนาดการปรับเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ11.53 และขนาดการปรับเพิ่มร้อยละของผู้เรียนที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 12.25 4. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาโดยภาพรวม พบว่า จำนวนโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพการจัดการศึกษาทั้ง 3 ด้าน มีจำนวน 19 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 4.86 ของโรงเรียนทั้งหมด |
| บรรณานุกรม | : |
สนธยา พูนไธสง . (2549). การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครโดยใช้เทคนิคดีอีเอ.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สนธยา พูนไธสง . 2549. "การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครโดยใช้เทคนิคดีอีเอ".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สนธยา พูนไธสง . "การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครโดยใช้เทคนิคดีอีเอ."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549. Print. สนธยา พูนไธสง . การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครโดยใช้เทคนิคดีอีเอ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2549.
|
