ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การเห็นคุณค่าในตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่าง การเห็นคุณค่าในตนเอง กับการปรับตัวในสังคมของนิสิต คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การเห็นคุณค่าในตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่าง การเห็นคุณค่าในตนเอง กับการปรับตัวในสังคมของนิสิต คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักวิจัย : ศิริวรรณ ทวีวัฒนปรีชา
คำค้น : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะเภสัชศาสตร์ -- นักศึกษา , ความนับถือตนเองในวัยรุ่น , การปรับตัวทางสังคม
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : นันทิกา ทวิชาชาติ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/14797
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549

ศึกษาลักษณะของการเห็นคุณค่าในตนเอง ลักษณะการปรับตัวในสังคม และความสัมพันธ์ของการเห็นคุณค่าในตนเอง กับการปรับตัวในสังคมของนิสิตคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตปริญญาตรีคณะเภสัชศาสตร์ทุกชั้นปี จำนวน 533 คน โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลครอบครัว แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเองที่ปรับปรุงจาก The Coopersmith self-esteem inventories (CSEI) และแบบวัดการปรับตัวในสังคมที่ปรับปรุงจาก The Social adjustment scale-self report (SAS-SR) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Independence t-test, one-way ANOVA, Pearson correlation และ multiple regression analysis ผลการศึกษาพบว่า คะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองของกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย (Mean) เท่ากับ 37.65 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เท่ากับ 6.552 เมื่อใช้เกณฑ์เปอร์เซ็นต์ไทล์เป็นตัวกำหนดระดับคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเอง พบว่ามีนิสิต 48.2% ที่มีการเห็นคุณค่าในตนเองในระดับดีถึงดีมาก ปัจจัยที่มีผลส่งเสริมคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ p < 0.05 ได้แก่ เพศหญิง การสอบได้เกรดเฉลี่ยที่มากกว่าหรือเท่ากับ 2.75 การที่ไม่สูบบุหรี่/ไม่ดื่มสุรา ส่วนปัจจัยที่มีผลทำให้คะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ p < 0.05 ได้แก่ การมีโรคประจำตัว ความสัมพันธ์กับบิดาหรือความสัมพันธ์กับมารดาแบบขัดแย้ง/ทะเลาะ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดาแบบขัดแย้ง/ทะเลาะ สถานภาพสมรสที่บิดามารดาแต่งงานแต่แยกกันอยู่ จะมีค่าเฉลี่ยคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำกว่านิสิตที่บิดามารดาแต่งงานและอยู่ด้วยกัน ผลการศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัวในสังคมพบว่า คะแนนการปรับตัวในสังคมของกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 40.33 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 7.236 เมื่อใช้เกณฑ์ เปอร์เซ็นต์ไทล์ ตัวกำหนดระดับการปรับตัวในสังคม พบว่ามีนิสิต 50% ที่มีการปรับตัวในสังคมในระดับดีถึงดีมาก ปัจจัยที่ผลส่งเสริมการปรับตัวในสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < 0.05 ได้แก่ เพศหญิง และการที่บิดาและมารดามีความสัมพันธ์กันแบบใกล้ชิดสนิทกันมาก ส่วนปัจจัยที่มีผลทำให้การปรับตัวในสังคมไม่ดีได้แก่ การที่สูบบุหรี่/ดื่มสุรา ความสัมพันธ์ของนิสิตกับบิดาหรือกับมารดาแบบขัดแย้ง/ทะเลาะ และพบว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างการเห็นคุณค่าในตนเองกับการปรับตัวในสังคม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ p < 0.01 นั่นคือนิสิตที่มีการเห็นคุณค่าในตนเองที่สูงขึ้นจะมีการปรับตัวในสังคมที่ดีขึ้น ผลการศึกษาที่ได้จะเป็นข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหาแนวทางส่งเสริมการเก็นคุณค่าในตนเองและป้องกันปัญหาการปรับตัวในสังคมของนิสิต

บรรณานุกรม :
ศิริวรรณ ทวีวัฒนปรีชา . (2549). การเห็นคุณค่าในตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่าง การเห็นคุณค่าในตนเอง กับการปรับตัวในสังคมของนิสิต คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิริวรรณ ทวีวัฒนปรีชา . 2549. "การเห็นคุณค่าในตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่าง การเห็นคุณค่าในตนเอง กับการปรับตัวในสังคมของนิสิต คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิริวรรณ ทวีวัฒนปรีชา . "การเห็นคุณค่าในตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่าง การเห็นคุณค่าในตนเอง กับการปรับตัวในสังคมของนิสิต คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549. Print.
ศิริวรรณ ทวีวัฒนปรีชา . การเห็นคุณค่าในตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่าง การเห็นคุณค่าในตนเอง กับการปรับตัวในสังคมของนิสิต คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2549.