| ชื่อเรื่อง | : | การพัฒนาแบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 |
| นักวิจัย | : | อนันดา สัณฐิติวณิชย์ |
| คำค้น | : | การทดสอบความสามารถ , การอ่าน -- การทดสอบความสามารถ , ความคิดและการคิด -- การทดสอบความสามารถ , การเขียน -- การทดสอบความสามารถ |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | กมลวรรณ ตังธนกานนท์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2551 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/15550 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ตรวจสอบคุณภาพ และสร้างเกณฑ์ปกติสำหรับแปลความหมายของคะแนนและคู่มือการพัฒนาแบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ภาคกลาง ปีการศึกษา 2551 จำนวน 471 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสถิติพื้นฐาน การวิเคราะห์ข้อสอบตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิมโดยใช้โปรแกรม TAP และ B-index ความตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง โดยใช้โปรแกรม LISREL ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นวัดจากองค์ประกอบ 3 ด้าน และ 11 ตัวบ่งชี้ ซึ่งองค์ประกอบความสามารถในการอ่านมี 4 ตัวบ่งชี้คือ การจับใจความสำคัญ การเข้าใจความหมาย การให้รายละเอียดสำคัญ การสรุปความและอนุมาน องค์ประกอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์มี 3 ตัวบ่งชี้คือ การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์หลักการ องค์ประกอบความสามารถในการเขียนสื่อความมี 4 ตัวบ่งชี้คือ การเสนอเนื้อหา การลำดับความ ไวยากรณ์ และกลไกภาษา ซึ่งแบบวัดความสามารถนี้แบ่งเป็น 2 ตอนคือ ตอนที่ 1 เป็นข้อปรนัยจำนวน 18 ข้อและตอนที่ 2 เป็นข้ออัตนัยจำนวน 4 ข้อ 2. ผลการวิเคราะห์คุณภาพของแบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความ พบว่า แบบวัดความสามารถในส่วนที่เป็นแบบปรนัยมีค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.29 – 0.89 อำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.14 – 0.52 ค่าความยากเฉลี่ยเท่ากับ 0.63 และค่าอำนาจจำแนกเฉลี่ยเท่ากับ 0.30 แบบวัดความสามารถในส่วนที่เป็นอัตนัยมีค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.61 – 0.71 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.41 – 0.58 และแบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.63 และแบบวัดความสามารถมีความตรงเชิงโครงสร้างจากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง 3. การสร้างเกณฑ์ปกติในการแปลความหมายคะแนนโดยการแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานที พบว่า แบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความมีคะแนนมาตรฐานทีอยู่ในช่วง T19.28 – T80.72 ความสามารถในการอ่านมีคะแนนมาตรฐานทีอยู่ในช่วง T19.28 - T75.55 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์มีคะแนนมาตรฐานทีอยู่ในช่วง T21.41 – T75.55 และความสามารถในการเขียนสื่อความมีคะแนนมาตรฐานทีอยู่ในช่วง T24.45 – T74.91 4. คู่มือการพัฒนาแบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นประกอบด้วยสาระเกี่ยวกับการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน แนวทางในการพัฒนาแบบวัดความสามารถ คุณภาพของแบบวัดความสามารถ และตัวอย่างแบบวัดความสามารถ 5. ผลการประเมินคุณภาพคู่มือการพัฒนาแบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า คู่มือมีคุณภาพด้านความถูกต้อง ด้านความเหมาะสม ด้านอรรถประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก |
| บรรณานุกรม | : |
อนันดา สัณฐิติวณิชย์ . (2551). การพัฒนาแบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อนันดา สัณฐิติวณิชย์ . 2551. "การพัฒนาแบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อนันดา สัณฐิติวณิชย์ . "การพัฒนาแบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551. Print. อนันดา สัณฐิติวณิชย์ . การพัฒนาแบบวัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2551.
|
