ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การประเมินศักยภาพการนำกากตะกอนอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ โดยการทดสอบการชะละลายโลหะหนัก

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การประเมินศักยภาพการนำกากตะกอนอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ โดยการทดสอบการชะละลายโลหะหนัก
นักวิจัย : ชนัญญา หาวารี
คำค้น : กากตะกอนน้ำเสีย -- การนำกลับมาใช้ใหม่ , การละลาย , โลหะหนัก
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : เพ็ชรพร เชาวกิจเจริญ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะวิศวกรรมศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : 9741425074 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/13475
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549

ศึกษาศักยภาพในการนำกากตะกอนอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ โดยศึกษาลักษณะสมบัติของตะกอนอุตสาหกรรมจากระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง ของการนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 3 แห่ง เก็บตัวอย่างตะกอนจากเครื่องรีดตะกอนแบบผสมรวมเพื่อให้เป็นตัวแทนของตัวอย่างตลอดเดือน เป็นเวลา 3 เดือน ทำการวิเคราะห์ลักษณะสมบัติของตะกอนทางกายภาพและทางเคมีของตะกอนได้แก่ การหาขนาดของตะกอนด้วยวิธีการร่อน ค่าความเป็นกรดด่าง ค่าความชื้น ทำการทดสอบและศึกษาถึงผลการชะชะลายปริมาณของโลหะหนักจากตะกอน โดยวิธี Toxicity Characteristic Leaching Procedures (TCLP) เปรียบเทียบกับวิธีการสกัดตมลำดับขั้น วิธีย่อยสลายด้วยเครื่องย่อยสลายไมโครเวฟ และวิธีการสกัดสาร Extraction Procedure เพื่อตรวจสอบว่าตะกอนจัดเป็นของเสียอันตรายหรือไม่ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรม ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2540) นอกจากนี่ทำการทดสอบศักยภาพเบื้องต้นของตะกอนในด้านการใช้เป็นปุ๋ยอาทิเช่น ปริมาณอินทรียวัตถุ ค่าอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน ปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียมและแมกนีเซียม เป็นต้น ผลการทดสอบปริมาณโลหะหนักทั้งหมดในตะกอนจากการย่อยสลายด้วยเครื่องย่อยสลายไมโครเวฟ พบว่ามีปริมาณ ทองแดง เหล็ก แมงกานีส และสังกะสี อยู่ค่อนข้างสูง และเมื่อนำมาสกัดด้วยวิธีการสกัดตามลำดับขั้น พบว่ามีปริมาณทองแดง สังกะสี แมงกานีส และเหล็ก สกัดออกมาในขั้นที่ 3 และ 4 สูงกว่าโลหะหนักชนิดอื่น และพบว่ามีปริมาณโลหะหนักเหลืออยู่ (residual) ในขั้นที่ 5 มากที่สุด แสดงให้เห็นถึงปริมาณโลหะหนักในตะกอนไม่สามารถสกัดออกมาไดทั้งหมด ผลการทดสอบการชะละลายพบว่า ปริมาณโลหะหนักในน้ำสกัดของตะกอนจากวิธี Toxicity Characteristic Leaching Procedures (TCLP) และ วิธีการสกัดสาร Extraction Procedure มีค่าไม่เกินมาตรฐานของปริมาณโลหะหนักหรือวัตถุมีพิษในน้ำสกัด ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรม ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2540) ดังนั้นกากตะกอนดังกล่าวไม่จัดเป็นของเสียอันตราย นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ศักยภาพของตะกอนในด้านการใช้เป็นปุ๋ยพบว่าตัวอย่างตะกอนทั้ง 3 แห่งมีค่าปริมาณอินทรียวัตถุ 6.1-30.1% ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์สูง ค่าอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนประมาณ 3.15-17.26 ปริมาณฟอสฟอรัส (46-921 พีพีเอ็ม) และโพทัสเซียม (550-1600 พีพีเอ็ม) ซึ่งจัดอยู่ในระดับสูงมาก แคลซียม (2000-6600 พีพีเอ็ม) และแมกนีเซียม (240-1500 พีพีเอ็ม) ซึ่งจัดอยู่ในระดับสูง ผลการศึกษานี้สามารถระบุได้ว่าตะกอนดังกล่าวไม่จัดเป็นของเสียอันตราย น่าจะมีการศึกษาและพัฒนาต่อไป เพื่อใช้ประโยชน์ในการปรับสภาพหรือเป็นปุ๋ยต่อไป โดยเน้นที่การนำไปใช้ประโยชน์ภายในนิคมอุตสาหกรรมเป็นอันดับแรก

บรรณานุกรม :
ชนัญญา หาวารี . (2549). การประเมินศักยภาพการนำกากตะกอนอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ โดยการทดสอบการชะละลายโลหะหนัก.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชนัญญา หาวารี . 2549. "การประเมินศักยภาพการนำกากตะกอนอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ โดยการทดสอบการชะละลายโลหะหนัก".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชนัญญา หาวารี . "การประเมินศักยภาพการนำกากตะกอนอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ โดยการทดสอบการชะละลายโลหะหนัก."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549. Print.
ชนัญญา หาวารี . การประเมินศักยภาพการนำกากตะกอนอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ โดยการทดสอบการชะละลายโลหะหนัก. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2549.