ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การสกัดลิปิดจากสาหร่ายสไปรูลินาเพื่อขยายระดับการผลิต

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การสกัดลิปิดจากสาหร่ายสไปรูลินาเพื่อขยายระดับการผลิต
นักวิจัย : บุษยา บุนนาค
คำค้น : Biochemistry , Biological sciences , Biology and biochemistry , Lipids , Spirulina , ลิปิด , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย , สาหร่ายเกลียวทอง , สไปรูลินา
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/2602
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

สาหร่ายสไปรูลินาจัดเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินซึ่งมีองค์ประกอบหลายชนิด ที่มีคุณค่าทางอาหารและเภสัชกรรม มีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 50-70 ของน้ำหนักแห้ง มีสารชีวเคมีที่มีมูลค่าสูง คือ กรดแกมมาลิโนลินิกและรงควัตถุต่าง ๆ เช่น ไฟโคไซยานิน เบต้าแคโรทีน และคลอโรฟิลล์ นอกจากนี้สาหร่ายสไปรูลินายังมีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงระดับอุตสาหกรรม สามารถเพาะเลี้ยงกลางแจ้งและเก็บเกี่ยวเซลล์ไม่ยุ่งยาก ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลินาในเกือบทุกภาคของประเทศไทย ผลผลิตของสาหร่ายสไปรูลินาส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นอาหารเสริมสุขภาพและบาง ส่วนใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ การศึกษาโดยคณะนักวิจัยห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพสาหร่าย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พบว่า สารสกัดลิปิดจากสาหร่ายสไปรูลินามีคุณสมบัติต้านเชื้อ herpes simplex virus type 1 (HSV-1) ซึ่งก่อให้เกิดโรคเริมบริเวณปาก และจากคุณสมบัติที่มีคุณประโยชน์ด้านอื่นๆ ของลิปิดที่นำไปใช้ทั้งทางการแพทย์และเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ทำให้เทคนิคการสกัดสารดังกล่าวเป็นที่สนใจของสมาชิกในกลุ่ม Spirulina Consortium ที่เป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการ นักวิชาการและผู้สนใจด้านสาหร่ายสไปรูลินา อย่างไรก็ตามเทคนิคในการสกัดสารชีวเคมีมูลค่าสูงซึ่งรวมทั้งการสกัดลิปิดจาก สาหร่ายสไปรูลินาในขนาดใหญ่ยังเป็นข้อจำกัดสำหรับบริษัทที่เพาะเลี้ยง และ/หรือจำหน่ายสาหร่ายสไปรูลินาในประเทศไทย ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการสกัดลิปิดเพื่อให้ได้ ปริมาณสูงและประหยัดค่าใช้จ่าย โดยทำการศึกษาตัวแปรต่าง ๆ ที่สำคัญในการใช้ออกแบบกระบวนการสกัดลิปิดจากสาหร่ายสไปรูลินาในลักษณะเชิง การค้า เช่น ชนิดของตัวทำละลาย อัตราส่วนของสาหร่ายแห้งต่อตัวทำละลาย ระยะเวลาและอุณหภูมิที่ใช้ในการสกัด เป็นต้น ผลการทดลองจากงานวิจัยนี้พบว่า เอทธานอลเป็นตัวทำละลายอินทรีย์ที่เหมาะสมในการสกัดลิปิดจากสาหร่ายสไปรูลินา ในการสกัดแบบขั้นตอนเดียวที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส พบว่า การใช้อัตราส่วนของสาหร่ายสไปรูลินาแห้งต่อตัวทำละลาย 1:10 และระยะเวลาสกัด 120 นาที สกัดกรดไขมันทั้งหมด (TFA) ได้ปริมาณมากที่สุด การเพิ่มอุณหภูมิทำให้สกัดลิปิดและ TFA จากสาหร่าย สไปรูลินาได้มากขึ้น การทดลองสกัดแบบหลายขั้นตอนชนิด cross current ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้สกัด ลิปิดในระดับอุตสาหกรรม จะทำให้สกัดลิปิดและ TFA จากสาหร่ายสไปรูลินาได้มากขึ้น โดยพบว่า การสกัดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ด้วยอัตราส่วนของสาหร่ายแห้งต่อตัวทำละลาย 1:5 สกัดซ้ำ 7 ครั้ง ระยะเวลาสกัด 30 นาทีต่อครั้ง โดยใช้ตัวทำละลายเอทธานอลใหม่ทุกครั้งที่ทำการสกัด จะสกัด TFA ได้ร้อยละ 85 ของกรดไขมันทั้งหมดในเซลล์ ผลของการกวนด้วยความเร็วรอบ 60 และ 120 รอบต่อนาที ให้ประสิทธิภาพของการสกัดลิปิดจากสาหร่ายสไปรูลินาไม่แตกต่างกัน โดยลิปิดที่สกัดได้จากสาหร่ายสไปรูลินาประกอบด้วยกรดไขมันทั้งหมด (TFA) คิดเป็นร้อยละ 26 ของลิปิด และประกอบด้วย linoleic acid และ GLA คิดเป็นร้อยละ 23 และ 20 ของกรดไขมันทั้งหมด ขณะที่ในกากเซลล์ซึ่งผ่านการสกัดลิปิดแล้วนั้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เพราะมีโปรตีนเหลืออยู่มากกว่าร้อยละ 50 ของน้ำหนักสาหร่ายแห้ง การใช้ activated charcoal เกรดการค้าสามารถกำจัดสีของคลอโรฟิลล์ออกจาก ลิปิดที่สกัดจากสาหร่ายสไปรูลินาได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่จะทำให้ปริมาณ GLA ที่ได้ลดลง

บรรณานุกรม :
บุษยา บุนนาค . (2549). การสกัดลิปิดจากสาหร่ายสไปรูลินาเพื่อขยายระดับการผลิต.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
บุษยา บุนนาค . 2549. "การสกัดลิปิดจากสาหร่ายสไปรูลินาเพื่อขยายระดับการผลิต".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
บุษยา บุนนาค . "การสกัดลิปิดจากสาหร่ายสไปรูลินาเพื่อขยายระดับการผลิต."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2549. Print.
บุษยา บุนนาค . การสกัดลิปิดจากสาหร่ายสไปรูลินาเพื่อขยายระดับการผลิต. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2549.