| ชื่อเรื่อง | : | การพัฒนาคุณสมบัติเชิงกลของยางดิบโดยใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นสารตัว เติม(reinforcing filler) |
| นักวิจัย | : | รัตนา ตันฑเทอดธรรม , Rattana Tantatherdtam |
| คำค้น | : | Biochemistry , Biological sciences , Biology and biochemistry , BT-B-02-CM-B9-4705 , Cassava , Latex , Rubber , Scanning electron microscopes , Starch , ยางธรรมชาติ , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , สมบัติเชิงกล , สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย , สารตัวเติม , สารเสริมแรง , แป้งมันสำะปะหลัง |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2549 |
| อ้างอิง | : | http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/1876 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ยางธรรมชาติเสริมแรงจากแป้งมันสำปะหลัง ถูกเตรียมขึ้นจากการผสมน้ำยางธรรมชาติกับแป้งมันสำปะหลังที่ผ่านการเจลาติ ไนซ์โดยการกวนผสมในลักษณะลาเท็กซ์ (latex state) ที่อัตราส่วนต่าง ๆ (100:0, 95:5, 90:10, 85:15, 80:20, 70:30 และ 60:40) และผลิตเป็นแผ่นฟิล์มโดยการระเหยน้ำออก จากการ ตรวจสอบสมบัติเชิงกลต่าง ๆ ของเบลนด์ตัวอย่างพบว่าแป้งมีคุณสมบัติเป็นสารเสริมแรงที่ดี กล่าวคือสมบัติความแข็งแรงแรงดึง, มอดูลัส, ความเหนียว, ความแข็ง และความทนทานต่อการฉีกขาดของฟิล์มยางผสมมีค่าเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่การยืดจนขาดลดลง โดยที่อัตราส่วนของยางและปริมาณแป้งมีผลต่อสมบัติเชิงกลของฟิล์มยางดังนี้ เมื่อมีการผสมแป้งปริมาณแป้งมากขึ้น ฟิล์มมีความแข็งแรง (strength) ทนทานต่อแรงดึงขึ้น มีความแข็งตึง (stiff) สามารถต้านทานการแปรรูปและรักษารูปทรงจากการดึงได้ดี มีความเหนียว (tough) ทนทานต่อการแตกหักมากขึ้น และมีความต้านทานต่อแรงกดหรือแข็ง (hard) ขึ้น แต่ยืดได้ไม่นานก็ขาด ทั้งนี้สมบัติเชิงกลต่างๆ ที่ถูกปรับให้ดีขึ้นมาก แสดงให้เห็นว่ามีการยึดที่ดีและเข้ากันได้ดีระหว่างสองเฟสในระบบแป้งและน้ำ ยางผสมนี้ เนื่องจากโมเลกุลยางซึ่งมีขนาดเล็กและแขวนลอยในน้ำยางนั้น ประกอบไปด้วยโปรตีนและลิปิดบนพื้นผิวอนุภาคยาง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงเฟสระหว่างโมเลกุลยางที่ไม่มีขั้วกับหมู่ไฮดร อกซิลของโมเลกุลแป้ง นอกจากนี้ผลการศึกษาลักษณะรูปสัณฐานของการกระจายตัวของโมเลกุลแป้งในยางด้วย กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกนนิง (Scanning Electron Microscope, SEM) ชี้ให้เห็นว่าสมบัติความแข็งแรงต่าง ๆ นั้นเกิดจากการเสริมแรง (reinforce) โดยโครงสร้างร่างแหของเจลแป้งหรือการเกิดรีโทรเกรเด- ชั่นของแป้ง ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ภายหลังการเกิดเจลาติไนเซชันและระหว่างที่เย็นตัวลงของ แป้งมันสำปะหลัง โดยโมเลกุลอะมิโลสที่ละลายออกจากเม็ดแป้งในระหว่างการเจลาติไนเซชัน และเกิดการจัดตัวเป็นโครงร่างแห (network) สามมิติด้วยพันธะไฮโดรเจนและเสริมความแข็งแรงให้กับยาง นอกจากการศึกษาการใช้แป้งดิบ (native) เป็นสารเสริมแรงดังกล่าวแล้ว ได้ทำการเบลนด์ผสมกับแป้งดัดแปรทางเคมีชนิดต่าง ๆ ได้แก่ แป้ง แอซีเทต, แป้งครอสลิง และแป้งย่อยด้วยกรด ซึ่งมีสมบัติทางเคมีฟิสิกส์เฉพาะตัวต่าง ๆ กัน ยางที่มีการเบลนด์ผสมกับแป้งแอซีเตทแสดงสมบัติเชิงกลใกล้เคียงกับยางที่มี การเบลนด์กับแป้งดิบ ในขณะที่สมบัติเชิงกลของยางผสมกับแป้งครอสลิงและแป้งย่อยด้วยกรดต่ำกว่าแป้ง ดิบ สำหรับเบลนด์คอมพาวด์ในระบบการวัลคาไนซ์ยางที่มีซัลเฟอร์เป็นสารเชื่อมโยง (sulphur-cured system) ร่วมกับสารเร่งและสารกระตุ้นปฎิกิริยา อื่น ๆ ที่ทำการศึกษานี้ การเกิดเจลาติไนซ์ของแป้งซึ่งทำให้หมู่ไฮดรอกซิลของแป้งซึ่งมีความว่องไวอาจ เกิดการทำ ปฎิกิริยากับสารตัวเร่งหรือสารกระตุ้นปฎิกิริยาวัลคาไนเซชัน ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะการสุกของยาง (state of cure) จึงทำให้สมบัติเชิงกลโดยเฉพาะสมบัติความแข็งแรงแรงดึง (tensile strength) และความเหนียว (toughness) ของยางลดลง |
| บรรณานุกรม | : |
รัตนา ตันฑเทอดธรรม , Rattana Tantatherdtam . (2549). การพัฒนาคุณสมบัติเชิงกลของยางดิบโดยใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นสารตัว เติม(reinforcing filler).
ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. รัตนา ตันฑเทอดธรรม , Rattana Tantatherdtam . 2549. "การพัฒนาคุณสมบัติเชิงกลของยางดิบโดยใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นสารตัว เติม(reinforcing filler)".
ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. รัตนา ตันฑเทอดธรรม , Rattana Tantatherdtam . "การพัฒนาคุณสมบัติเชิงกลของยางดิบโดยใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นสารตัว เติม(reinforcing filler)."
ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2549. Print. รัตนา ตันฑเทอดธรรม , Rattana Tantatherdtam . การพัฒนาคุณสมบัติเชิงกลของยางดิบโดยใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นสารตัว เติม(reinforcing filler). ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2549.
|
