| ชื่อเรื่อง | : | การสังเคราะห์ผงนาโนเซรามิกเชิงประกอบโดยกรรมวิธีการผสมแบบเชิงกลชนิดต้นทุนต่ำ |
| นักวิจัย | : | สุขเกษม กังวานตระกูล , Sukasem Kangwantrakool |
| คำค้น | : | Chemical science , Nanoabsorbant, nanofilter and nanocatalyst , Nanoceramic composite powders , Nanoceramic powders , Nanostructure materials , Scanning electron microscopes , ผงนาโนเซรามิก , ผงนาโนเซรามิกเชิงประกอบ , วัสดุโครงสร้างนาโน , ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ , สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/373 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | จุดมุ่งหมายของงานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่จะศึกษาเทคโนโลยีการสังเคราะห์ผงนาโนเซรามิก (Nanoceramic powders) และผงนาโนเซรามิกเชิงประกอบ (Nanoceramic composite powders) ด้วยกรรมวิธีการผสมแบบเชิงกล (Mechanical alloying, MA) ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำกว่าวิธีอื่นๆ เนื่องจากเครื่องอุปกรณ์และสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิต มีราคาถูก อีกทั้งยังเป็นวิธีที่สามารถทำได้ง่ายสามารถควบคุมตัวแปรต่างๆได้ง่าย เนื่องจากไม่มีความร้อน หรือสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง ใช้เวลาอันสั้น สามารถที่จะผลิตได้ในปริมาณที่มากในแต่ละครั้ง ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง อีกทั้งสามารถผลิตผงวัสดุในระดับนาโนเมตรได้หลายชนิด ได้แก่ ผงนาโนเซรามิก (Nanoceramic powders) หรือ ผงนาโนเซรามิกเชิงประกอบ (Nanoceramic composite powders) กรรมวิธีดังกล่าวนี้ได้จากการประยุกต์ใช้เครื่องบด/ผสมสารที่มี พลังงานในการบดผสมสูง (High-energy ball mill ) หรือเรียกว่า SPEX Mill สำหรับโครงการนี้ได้เลือกเน้นที่จะพัฒนาและเตรียมผงนาโนเซรามิก และผงนาโนเซรามิกเชิงประกอบ ด้วยกระบวนการ MA ทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ SiC nanopowder และ C/SiC Nanocomposite powder การทดลองเริ่มต้นจากการนำสารตั้งต้น ได้แก่ ผงซิลิกามาทำปฏิกิริยากับผงคาร์บอน ด้วยหลักการเคมีเชิงกล (Mechanochemical reaction) ซึ่งเกิดขึ้นจากการบดผสมเพื่อให้ได้เป็น SiC nanopowder และ C/SiC Nanocomposite powder ที่มีโครงสร้างอนุภาคขนาดนาโนเมตร โดยการสังเคราะห์จะทำการศึกษาตัวแปรต่างๆ ที่มีผลต่อคุณลักษณะจำเพาะของผงนาโน ได้แก่ ปริมาณส่วนผสมของผงสารตั้งต้น เวลาในการบดผสม (Milling time) และอุณหภูมิที่ใช้ในการอบเพื่อปรับปรุงสมบัติของผง (Annealing temperature) หลังจากนั้นจะนำผงนาโนที่ได้ไปu3607 .ำการวิเคราะห์หาวัฏ ภาคของสารประกอบโดยใช้เครื่อง X-ray diffractometer, XRD, ตรวจสอบลักษณะทางกายภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning Electron Microscope, SEM) และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (Transmission electron microscope, TEM) ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานวิจัยนี้คือสามารถที่นำผงนาโนที่สังเคราะห์ได้นำไปประยุกต์ใช้ในการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์วัสดุนาโน (Nanomaterials) ต่างๆ ได้ และมีสมบัติเชิงกลที่ดีเหมาะกับการใช้ งานทางด้านวิศวกรรมหรือใช้ทดแทนวัสดุดั้งเดิมที่มีการใช้งานในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานเชิงโครงสร้าง (Structural applications) ได้แก่ ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ เช่น Ceramic heat engines component, Turbine , Valve , Piston, เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น วัสดุเคลือบผิวแข็ง (Coating material), อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความ ร้อน (Heat exchangers), เครื่องมือตัดแต่งวัสดุ (Cutting tools) เบรครถยนต์ (Ceramic break) ตลอดจนเกราะกันกระสุนปืน (Ceramic armor) สำหรับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ เหล่านี้มาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมต่างๆ |
| บรรณานุกรม | : |
สุขเกษม กังวานตระกูล , Sukasem Kangwantrakool . (2552). การสังเคราะห์ผงนาโนเซรามิกเชิงประกอบโดยกรรมวิธีการผสมแบบเชิงกลชนิดต้นทุนต่ำ.
ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. สุขเกษม กังวานตระกูล , Sukasem Kangwantrakool . 2552. "การสังเคราะห์ผงนาโนเซรามิกเชิงประกอบโดยกรรมวิธีการผสมแบบเชิงกลชนิดต้นทุนต่ำ".
ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. สุขเกษม กังวานตระกูล , Sukasem Kangwantrakool . "การสังเคราะห์ผงนาโนเซรามิกเชิงประกอบโดยกรรมวิธีการผสมแบบเชิงกลชนิดต้นทุนต่ำ."
ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2552. Print. สุขเกษม กังวานตระกูล , Sukasem Kangwantrakool . การสังเคราะห์ผงนาโนเซรามิกเชิงประกอบโดยกรรมวิธีการผสมแบบเชิงกลชนิดต้นทุนต่ำ. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2552.
|
