ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

จัดประชุมวิชาการระดับชาติ : เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : จัดประชุมวิชาการระดับชาติ : เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย
นักวิจัย : สุวรรณา สถาอานันท์
คำค้น : มนุษยศาสตร์
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG47H0006 , http://research.trf.or.th/node/3263
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการฯ แบ่งองค์ประกอบของการประชุมเป็น 3 ส่วนใหญ่ด้วยกัน ได้แก่ 1)การอภิปรายประเด็น “ความจริงและการหาความจริงทางมนุษยศาสตร์” และ “จินตนาการชีวิตและสังคมในอุดมคติ : บทศึกษายูโท เปียตะวันตก – ตะวันออก” 2)การเสนอรายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1 ของ 4 โครงการวิจัย ในชุมโครงการเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ได้แก่ 1.อุษาคเนย์ในการรับรู้และความเข้าใจของสังคมไทยร่วมสมัย 2.กระแสและแนวโน้มวรรณกรรมในบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย 3.กาย – จิต – อารมณ์ : ศีลธรรมกับความยุติธรรมในปรัชญาของเดส์การ์ต 4.ร่างกาย เสน่ห์ อัตลักษณ์ และความเท่าเทียมเรื่องสุขภาพในสังคมไทย 3)การคัดสรรบทความวิจัย ซึ่งสะท้อนหัวข้อ ประเด็น แนวการวิเคราะห์ใหม่ ๆ ที่หลากหลาย ในวงวิชาการมนุษยศาสตร์ไทย จำนวน 16 บทความ องค์ประกอบที่ 1, 2 ดำเนินการโดยคณะผู้ประสานงานชุดโครงการเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย องค์ประกอบที่ 3 ดำเนินการโดยคณะผู้ประสานงานชุดโครงการเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 18 คน ที่ได้รับเชิญให้ พิจารณาคัดสรรบทความซึ่งเสนอเข้ามาทั้งสิ้น 29 บทความ/บทคัดย่อจาก 10 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมทั้งนักวิจัยอิสระ บทคัดย่อเชิงเนื้อหา กิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งอภิปราย รายงานความก้าวหน้า งานวิจัยในโครงการ และการเสนอบทความวิจัยพยายามสะท้อนโจทย์ร่วม ที่สำคัญ ได้แก่เรื่องความจริงและจินตนาการชีวิตในอุดมคติ ทั้งสองประเด็นนี้ดำรงอยู่ร่วมกันในฐานะวิธีวิทยาทางมนุษยศาสตร์ อีกทั้งเป็นการ เชื้อเชิญให้ตระหนักรวมกันมากขึ้นว่า มนุษยศาสตร์ก็ให้ “ความจริง” อันสำคัญยิ่งแก่มนุษย์ ส่วนรายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1 ทั้ง 4 โครงการ พยายามสะท้อนให้เห็นพลังของมนุษยศาสตร์ ที่ช่วยอธิบายประสบการณ์ทาง วัฒนธรรมร่วมสมัย และแสดงภาพพลวัตความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านากวิธีการทางประวัติศาสตร์ ปรัชญา มานุษยวิทยา และวรรณกรรม ศึกษา บทความวิจัยทั้ง 16 บทความ ที่ได้รับคัดสรร แสดงความหลากหลายของการต่อสู้เพื่อเสนอ “เรื่องราว” และ “เรื่องเล่า” จากประสบ การณ์ของชุมชนท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ ของภูมิปัญญาตะวันตกที่ถ่ายโอนมาสู่สังคมไทยในช่วง ต่าง ๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ ยังมีบทความซึ่งเน้นความเชื่อมโยงระหว่างมนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ พลวัตรอุษาคเนย์หลังยุคสงครามเย็น นับตั้งแต่ได้เอกราชบรรดาประเทศในอุษาคเนย์ต่างพยายามอย่างเต็มที่จะพัฒนาตนเองขึ้นมาให้เจริญและมั่งคั่ง ตลอดจนส่วนใหญ่ พยายามสร้างระบบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศพร้อม ๆ กับการสร้างรัฐและสร้างชาติขึ้นมาใหม่ และการตระหนักในความจำเป็นที่จะต้องร่วม มือกันเพื่อไม่ให้อาณาบริเวณนี้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของตะวันตกตลอดไปนำไปสู่การก่อตั้งอาเซียนในปี 1967 การสิ้นสุดของสงครามเย็นหมายถึง ชัยชนะของระบบทุนนิยมที่ได้รับการเสริมส่งจากสภาพของโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร และจากการกำหนดของสหรัฐอเมริกาที่ ให้โลกหลังสงครามเย็น เปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การปกป้องสิทธิมนุษยชนและการเป็นประชาธิปไตย ในยุค หลังสงครามเย็น ประเทศในอุษาคเนย์ทุกประเทศรับเอาลัทธิทุนนิยมและระบบตลาด ตลอดจนพยายามปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และการเมือง โดยเฉพาะทางด้านการเมืองนั้นมุ่งเน้นสร้างกระบวนการประชาธิปไตยขึ้นใหม่ ซึ่งหนุนด้วยแรงผลักดันในสังคมผ่านองค์กรประชาสังคมที่ เรียกร้องให้รัฐคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ เกิดนายทุนชาติที่อาศัยความใกล้ชิดกับชนชั้นปกครอง สร้างความมั่งคั่งอย่างต่อเนื่อง คนชั้นกลางใหม่ หรือกลุ่มคนรวยใหม่มีวิถีชีวิตที่ผูกติดอยู่ กับการบริโภคและการหาความสุขความบันเทิง ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนามีมากขึ้นและรุนแรงขึ้น เพราะประเด็นทั้งสองนี้ยึดโยงอยู่ กับสภาวะทางเศรษฐกิจ สังคมและนโยบายของรัฐ การเคลื่อนย้ายแรงงาน การค้ายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการค้ามนุษย์เป็นมิติ ใหม่ที่กระทบต่อทุกประเทศ การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาสภาพแวดล้อมเช่น หมอกควัน การกำหนเขตเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ การโทรคมนาคม และการขนส่งที่สะดวกมากขึ้น ทำให้ภูมิภาคอุษาคเนย์ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ยังผลให้อาเซียนขยายบทบาทของ ความร่วมมือออกไปอย่างกว้างขวางภายในภูมิภาคกับภูมิภาคอื่นและในระดับสากลข้อมูลข่าวสารที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางและมากรูปแบบ ขึ้น ทำให้ผู้คนในอุษาคเนย์รับรู้การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ แต่อาจไม่ช่วยทำให้เข้าใจกันได้ดีขึ้นมากนัก ทั้งนี้เพราะลักษณะอันเป็นอัตลักษณ์ของ ชาติยังมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนสูง พัฒนาการวรรณกรรมของ “เสนีย์ เสาวพงศ์” กับกระแสวรรณค งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิเคราะห์พัฒนาการของนักเขียนหนึ่งคนที่งานเขียนมีความเปลี่ยนแปลงด้านลักษณะการเขียน ซึ่งสัมพันธ์ กับกระแสวรรณคดีหลายกระแสอันเป็นตัวอย่างของการวิเคราะห์วรรณกรรมแนวกระแสและแนวโน้มของวรรณคดี ในช่วงเวลากว่า 6 ทศวรรษในวงวรรณกรรมไทย วรรณกรรมของเสนีย์ เสาวพงศ์สัมพันธ์กับกระแสวรรณกรรมต่าง ๆ ในวงวรรณ กรรมไทย ได้แก่ กระแสสัจจนิยม กระแสจินตนิยม กระแสสัจจสังคมนิยม กระแสโพสต์โคโลเนียลและประวัติศาสตร์แนวใหม่ ทั้งในแง่ การปรับประยุกต์ทฤษฎีวรรณกรรมมาเป็นกระบวนทัศน์ในการสร้างสรรค์ผลงาน การนำเสนอทฤษฎีวรรณกรรม การจุดกระแสวรรณกรรมและ สร้างสรรค์ผลงานที่ร่วมขบวนกับกระแสวรรณกรรมนานาชาติ งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาวิเคราะห์วรรณกรรมของเสนีย์ เสาวพงศ์ในแง่ที่สัมพันธ์กับกระแสวรรณกรรมทั้งในบริบทสังคม ไทยและในบริบทนานาชาติซึ่งเป็นงานวิจัยที่ยังไม่เคยมีผู้ศึกษาในลักษณะนี้มาก่อน เพื่อเป็นตัวอย่างของการวิเคราะห์วรรณกรรมในแนวทางนี้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับกระแสวรรณกรรมในวงวรรณกรรมไทยและเป็นแนวทางในการวิเคราะห์วรรณกรรมตาม แนวทางนี้ต่อไป ความเป็นแม่ในนวนิยายช่วงสามทศวรรษ (พ.ศ.2510 – พ.ศ.2540) :ความคงที่และการแปรเปลี่ยน บทความวิจัยนี้ศึกษาความคงที่และการแปรเปลี่ยนของความเป็นแม่ในนวนิยายไทยในช่วงสามทศวรรษ (พ.ศ.2510- 2540) เพื่อแสดง ให้เห็นว่านวนิยายที่เสนอภาวะความเป็นแม่ได้สร้างกระแสสตรีนิยมในกรรณกรรมไทยจากการสืบทอดอุดมการณ์เกี่ยวกับความเป็นแม่ซึ่งผลิต ซ้ำเพื่อผดุงสังคมในระบบชายเป็นใหญ่ ในนวนิยายที่ได้เลือกมาศึกษาแสดงให้เห็นการตอบโต้อุดมการณ์ความเป็นแม่ทั้งคล้อยตาม ตั้งคำถาม ขัดขืน และต่อต้านในที จึงได้เห็นกระแสสตรีนิยมในวรรณกรรมไทยผ่านอุดมการณ์ความเป็นแม่ที่มีความคงที่แลกแปรเปลี่ยนตามบริบททาง วัฒนธรรมและสังคมไทย การนิยามความเป็นแม่ปรากฏในลักษณะที่หลากหลาย ในทางชีวภาพ ความเป็นแม่ หมายถึงการให้กำเนิดอาจนับรวมตั้งแต่เกิดการ ปฏิสนธิในครรภ์ ในทางจิตวิทยา ความเป็นแม่ หมายถึงการเลี้ยงดูฟูมฟักทารกที่ถือกำเนิดออกมา ในทางสังคม ความเป็นแม่ หมายถึงการเป็น ผู้ผลิตสมาชิกใหม่ให้แก่สังคมและส่งผ่านวัฒนธรรมจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะนิยามจากด้านใด ความเป็นแม่ มีส่วนสำคัญใน การกำหนดความเป็นผู้หญิงในวัฒนธรรมนั้น สรีระตามธรรมชาติเป็นการบ่งบอกถึงความเป็นหญิงความเป็นชายในเรื่องเพศ (sex) แต่ธรรมชาติ ไม่ได้เป็นสิ่งกำหนดเพศสภาพ (gender) วัฒนธรรมหนึ่ง ๆ จะให้ความหมายของความเป็นหญิงและความเป็นชายด้วยกระบวนการกล่อมเกลา และสร้างความหมายทางสังคมและการเมือง เป็นที่น่าสังเกตว่าความเป็นหญิงจะสามารถนิยามตนเองโดยอิงความสัมพันธ์กับผู้อื่นคือลูกสาว เป็นเมีย และเป็นแม่ ในบรรดา สถานภาพที่กำหนดความเป็นหญิง ความเป็นแม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสถาบันเพราะในการสร้างอุดมการณ์เกี่ยวกับผู้หญิงมีความสัมพันธ์กับความ เป็นแม่อย่างแนบแน่น ด้วยเหตุที่ในสังคมที่ถืออำนาจชายเป็นใหญ่ (Patriachy) แบ่งผู้หญิงออกเป็นสองขั้นคือผู้หญิงดี กับผู้หญิงไม่ดี อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ พริศรา แซ่ก้วย, รายงานการวิจัยเรื่องสถานะสตรีศึกษา : ชาตินิยมในสตรีศึกษาไทย รายงานความล้มเหลวในการทบทวนเอกสาร สตรีศึกษาภาษาไทยระหว่าง พ.ศ.2522-2542 (เชียงใหม่ : ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) หน้า 65. คณิต – วิทย์ ในประวัติศาสตร์ความรู้ วิถีชีวิตในสังคมปัจจุบันมีหลายกิจกรรมที่แฝงไว้ด้วยการใช้คณิตศาสตร์ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อของมนุษย์ว่าคณิตศาสตร์สามารถประ ยุกต์ใช้ได้กับเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและแน่นอน ทั้งนี้ ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ได้มีการนำความรู้ทางคณิตศาสตร์มาใช้อย่างหลาก หลายตั้งแต่โบราณกาลแล้วและจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญคือการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 – 17 ซึ่งความคิดความเข้าใจ ต่อโลกและเอกภพของสังคมตะวันตกเกิดความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว คณิตศาสตร์สาขาเรขาคณิตวิเคราะห์ได้ถือกำเนิดขึ้นและเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้นักคิดคนสำคัญของ โลกตะวันตกค้นพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธรรมชาติและอธิบายปรากฏการณ์เหล่านั้นได้อย่างแจ่มชัด บทความนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดในกระบวน การดังกล่าว เพื่อชี้ให้เห็นว่าอิทธิพลของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ส่งผลให้เกิดความพยายามหากรอบทฤษฎีที่สามารถครอบคลุมสรรพสิ่งต่าง ๆ ตาม แบบวิทยาศาสตร์ รวมทั้งเกิดความเชื่อที่ว่าสมการทางคณิตศาสตร์สามารถบรรจุแบบแผนของธรรมชาติหรือ “ความจริง” ไว้ได้ แม้จะเป็นเพียง สมการสั้น ๆ ก็ตาม ในที่นี้จึงใช้รายละเอียดจากผลงานทางความคิดของนักคิดคนสำคัญ 4 ท่าน ประกอบด้วย นิโคลัส โคเปอร์นิคัส โจฮันนส์ เคปเลอร์ กาลิเลโอ กาลิเลอี และไอแซค นิวตัน ซึ่งล้วนมีบทบาทที่น่าสนในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และเป็นผู้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงและสอด คล้องระหว่างธรรมชาติกับคณิตศาสตร์ ผลของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแนวทางการศึกษาธรรมชาติไปสู่วิธีการทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่ได้แก่การสังเกตและ ทดลอง แต่ยังมีผลล้มล้างความเชื่อเรื่องโลกเป็นศูนย์กลางเอกภพและความเข้าใจผิดเรื่องความสมบูรณ์แบบของฟากฟ้าเบื้องบน ที่สำคัญคือการ ปฏิวัติวิทยาศาสตร์ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพทางความคิดของมนุษย์ในแง่ของการใช้ “เหตุผล” เพื่อเข้าถึงสัจธรรมของธรรมชาติ ซึ่งข้อนี้ใช้ประเด็นรองรับแนวคิดเรื่องสิทธิตามธรรมชาติและความเท่าเทียมจนนำไปสู่ทฤษฎีปรัชญาการเมืองต่าง ๆ ในสมัย Enlightenment และมีผลอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ตะวันตก ภายใต้กระบวนการนี้ คณิตศาสตร์กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยในการถ่ายทอดความคิดให้ปรากฏได้ เป็นรูปธรรมจนเป็นที่นิยมในศาสตร์สาขาอื่น ๆ ด้วยในเวลาต่อมา บทความนี้ดัดแปลงจากสารนิพนธ์เรื่อง “เรขาคณิตวิเคราะห์ : กุญแจเผยวิถีแห่งฟากฟ้า (จากโคเปอร์นิคัสถึงนิวตัน) ค.ศ. 1543-1687” สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปะศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2547 และขอขอบพระคุณ อ.ธาวิต สุขพานิช สำหรับแนวความคิดใน การดัดแปลงเนื้อหาครั้งนี้ เจ้าหน้าที่การทูต 4 กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ ความบ้า พุทธศาสนา กวีระอาสังคม : กวีนิพนธ์เผยใจของนักเขียนกลุ่มบีตส์ บทความนี้ศึกษาความสนใจของนักเขียนกลุ่มบีตส์ที่มีต่อพุทธศาสนา ซึ่งคนกลุ่มนี้มองว่าเป็นหนทางหนึ่งที่นำไปสู่การหลุดพ้นจาก สภาพความเป็นจริงของอเมริกาในช่วงสงครามเย็น บทความนี้วิเคราะห์กวีนิพนธ์ในงานเขียนของแจ๊ค เครูแอ็ค ที่มีชื่อว่า Mexico City Blues โดยมุ่งศึกษาความพยายามของนักเขียนผู้นี้ที่จะทำความเข้าใจกับพุทธศาสนา รวมทั้งอิทธิพลของคัมภีร์พุทธศาสนามหายานที่มีต่องานนี้ บทความนี้เสนอความคิดว่า เครูแอ็คพยายามอย่างยิ่งที่จะเข้าใจพุทธศาสนาในลักษณะที่ต้องการจะนำความรู้ทางพุทธปรัชญาที่ได้จากการอ่าน มาตอบคำถามที่เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของชีวิต กวีนิพนธ์ของเขาแสดงให้เห็นถึงความสนใจที่มีต่อความคิดเรื่องทุกข์ การดับทุกข์ สุญญตา และ นิพพาน บทความนี้วิเคราะห์บทกวีของ จอย ฮาร์โจ (2494-) กวีหญิงสมัยใหม่ลูกผสมชาวพื้นเมืองอเมริกันในบริบททางวัฒนธรรม บทความ นี้เสนอความคิดที่ว่าฮาร์โจใช้กวีนิพนธ์เป็นแนวทางในการแสวงหาเอกลักษณ์ของความเป็นชนกลุ่มน้อย รวมทั้งการพยายามย้อนกลับไปสู่ราก เหง้าความเป็นเผ่าครีกของเธอนอกจากนั้นบทความนี้ยังศึกษาบริบททางวัฒนธรรมของกวีนิพนธ์ของฮาร์โจ โดยชี้ให้เห็นถึงหลายปัจจัยที่ยังผล ให้วัฒนธรรมของชาวอเมริกันดั้งเดิมได้เสื่อมสลายลง อันได้แก่ อิทธิพลจากระบบการศึกษาแบบตะวันตกและความรู้สึกแปลกแยก ทั้งเป็นที่น่า สังเกตว่าบทกวีดังกล่าวยังมีลักษณะสอดคล้องกับรูปแบบของวรรณกรรมพิธีกรรมที่ให้ผลในการบำบัดปัญหาที่เกิดขึ้นในจิตใจของกวีด้วย กรุงเทพกับภาพลักษณ์ “ผู้หญิงเหนือ” การศึกษาเรื่อง “กรุงเทพกับภาพลักษณ์ “ผู้หญิงเหนือ” มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาถึงที่มาของทัศนคติทางสังคมของคนกลุ่มต่าง ๆ ต่อผู้หญิงเหนือ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 โดยคำนึงถึงลักษณะความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมไปวิถีชีวิต และแนวคิดของ คนแต่ละกลุ่ม แล้วอธิบายถึงปัจจัยที่มีผลให้ทัศนคติต่อผู้หญิงเหนือบางประการกลายเป็นทัศนคติครอบงำที่ทำให้เกิดเป็นภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือ ในเวลาต่อมา ผลของการศึกษาพบว่า ภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือเกิดจากทัศนคติทางสังคมในสังคมล้านนา และสังคมภายนอก โดยเฉพาะจาก กรุงเทพฯ ที่เข้ามาสัมพันธ์กับล้านนาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ความแตกต่างของพื้นฐานทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมของ กรุงเทพฯ และล้านนาในช่วงเวลาดังกล่าวส่งผลให้ชนชั้นสูงกรุงเทพฯ เกิดทัศนคติดูแคลนผู้หญิงล้านนาในทุกชนชั้น ทัศนคติดูแคลนนี้ผลักดัน ให้ชนชั้นสูงล้านนาสร้างภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือในอีกลักษณะหนึ่ง ด้วยการปรุงแต่ศิลปวัฒนธรรมของตนให้ศิวิไลซ์และยืนยันถึงลักษณะ เฉพาะดังกล่าวผ่านการแสดงออกของผู้หญิงเช่นรูปแบบการแต่งกาย การเกล้าผมแซมดอกไม้ ความนุ่มนวล อ่อนหวานจากท่าทางการฟ้อน และ ความดีงามผ่านเนื้อหาของละคร ความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมระหว่างกรุงเทพฯ กับล้านนาที่มีอย่างต่อเนื่องนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ของภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือ กล่าวคือภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือมีลักษณะซับซ้อนขึ้น ทั้งนี้เป็นผลจากการขยายตัวของกลุ่มทุนท้องถิ่นที่ได้รับผล ประโยชน์จากการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ภายนอก อาทิ รัฐบาลกรุงเทพฯ และนายทุนส่วนกลาง ทำให้เกิดการเลือกรับภาพ บางภาพของผู้หญิงเหนือเพื่อสร้างเป็นภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และอาศัยสื่อต่าง ๆ ในการเผยแพร่ ภาพลักษณ์ดังกล่าวส่งผลให้ภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือบางภาพกลายเป็นภาพที่มีอิทธิพลจนครอบงำความคิดของคนทั่วไป ขณะที่บางภาพแม้จะมี การเสนออย่างต่อเนื่องแต่กลับไม่สามารถสร้างการยอมรับและไม่มีพลังมากพอที่จะครอบงำความคิดทางสังคมได้ และบางภาพได้ลบเลือนไป จากการรับรู้ของสังคม ทั้งนี้เพราะการดำเนินนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐ ทำให้ภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือที่นายทุนสร้างขึ้นมีอิทธิพล ผลการศึกษาคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสตรีในแง่ความเข้าใจในคุณค่าของตนเองโดยไม่ยึดติดกับภาพที่ถูกสร้างขึ้น อัน จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาสังคมเพื่อสร้างแผนพัฒนาสตรีด้วยความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของผู้หญิงตามสภาพที่เป็นจริง ภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือ หมายถึงทัศนคติต่อผู้หญิง หรือจินตนาการเกี่ยวกับผู้หญิง ซึ่งทั้งทัศนคติและจินตนาการเกี่ยวกับผู้หญิงดัง กล่าวมีผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมที่กลุ่มคนต่าง ๆ มีต่อผู้หญิง การศึกษาเรื่องภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือในที่นี้จึงเป็นการอธิบายถึงภาพลักษณ์ผู้ หญิงเหนือที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่หลังการปฏิรูปการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนกระทั่ง ถึงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ว่ามีคนกลุ่มใดที่สร้างภาพลักษณ์ดังกล่าว อีกทั้งสร้างขึ้นจากทัศนคติเช่นใด ทั้งนี้โดยคำนึงถึง เงื่อนไขและบริบททั้งภายใน และภายนอกสังคมล้านนาว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อทัศนคติทางสังคมหรือจินตนาการที่มีต่อผู้หญิง และท่ามกลาง ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมนั้นท้ายที่สุดมีผลอย่างไรต่อการสร้างภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือ สถานภาพและภาพลักษณ์ที่สะท้อนจากชื่อ “ลาว” การพิจารณาคำเรียกชื่อที่สยามใช้เรียกล้านนานั้นสามารถสะท้อนถึงสถานภาพของล้านนาในมุมมองของสยาม และความคิดที่อยู่ เบื้องหลังของสยามที่มีต่อล้านนา จากการศึกษาพบว่า การใช้คำเรียกชื่อดังกล่าวมีนัยสำคัญบางประการ กล่าวคือ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับล้านนา และที่น่าสนใจคือ คำที่สยามใช้เรียกล้านนา โดยเฉพาะคำว่า “ลาว” นั้นสามารถนำมาอธิบายเพื่อชี้ให้ เห็นถึงระดับความสัมพันธ์ทางอำนาจของสยามต่อล้านนา และยังสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของคนทั้งสองกลุ่มที่มีต่อกันผ่านชื่อที่ใช้เรียกกัน ด้วย บางระจัน : ประวัติศาสตร์ในวรรณกรรม เรื่องราวของชาวบ้านบางระจันในประวัติศาสตร์ไปสร้างสรรค์เป็นวรรณกรรมนั้น เริ่มต้นตั้งแต่รัชกาลที่ 6 คือเรื่องลิลิตตั้นสดุดีบ้าน บางระจัน ของพระยาอุปกิต ศิลปสาร โดยมีจุดมุ่งหมายสดุดีวีรกรรมของชาวบ้านบางระจัน เพื่อโน้มนำให้เกิดความรักชาติศาสนาและ พระมหากษัตริย์ ต่อมาในยุคสร้างชาติ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เรื่องราวของชาวบ้านบางระจันในวรรณกรรมได้รับการพัฒนาไปสู่ความ เป็นชาตินิยมสูงสุด ดังที่ปรากฏในนวนิยายเรื่อง บางระจันของ ไม้ เมืองเดิม ในยุคที่มีการแบ่งขั้วความคิดทางการเมือง สว่าง ขวัญบุญ เขียนเลือดเนื้อพลีเพื่อไทย วรรณกรรมเรื่องนี้สะท้อนความคิดรักชาติ เทิดทูนเอกราชและอธิปไตยผ่านวีรกรรมของชาวบ้านบางระจัน ในยุค โลกไร้พรมแดนเรื่องบางระจันในประวัติศาสตร์ก็ยังคงมีบทบาทหน้าที่ในฐานะที่เป็นสื่อในการสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ ดังจะเห็นได้ จากนวนิยายเรื่องอตีตาของทมยันตี บทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 : นาฏยกระบวนทัศน์ การศึกษาบทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยนาฏยกระบวนทัศน์โดยอาศัยทั้งต้นฉบับตัว เขียน และฉบับตีพิมพ์ครั้งต่าง ๆ เป็นข้อมูล แล้วจัดกลุ่มบทละครเป็น 2 กลุ่มประเภท ได้แก่ กลุ่มบทพระราชนิพนธ์ที่ทรงขึ้นให้เหมาะสำหรับ การนำไปเล่นออกโรงได้จริง กับทั้งสามารถเร้าให้ผู้ดูบังเกิดสุนทรียภาพในเชิงละครได้ด้วย และกลุ่มบทพระราชนิพนธ์ซึ่งมีพระราชประสงค์ จะให้ผู้อ่านบทละครและ/หรือ ผู้ดูละคร รู้สึกขบขัน ในบทความชิ้นนี้ เป็นความพยายามที่จะทดลองศึกษาบทละครพระราชนิพนธ์ด้วยวิธี วิทยาอันแตกต่างไปจากที่เคยมีผู้ศึกษาไว้แล้ว โดยมีพื้นฐานความเชื่อว่าการพิจารณาตัวบทในแนวคิดนี้ “จะช่วยเปิดพื้นที่เชิงจินตนาการ” ให้กว้างขวางขึ้นได้บ้าง และผลที่ได้จากการศึกษาพบว่า บทละครทุกเรื่องต่างฉายพระอัจฉริยลักษณ์ และพระปรีชาญาณด้านนาฎยศิลป์แห่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในพระราชสถานะผู้เขียนบทละคร ผู้กรอกเพลง ผู้คัดเลือกตัวละคร ผู้กำกับ และผู้อำนวยการเล่น ละครให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน และเห็นจริง

บรรณานุกรม :
สุวรรณา สถาอานันท์ . (2548). จัดประชุมวิชาการระดับชาติ : เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุวรรณา สถาอานันท์ . 2548. "จัดประชุมวิชาการระดับชาติ : เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุวรรณา สถาอานันท์ . "จัดประชุมวิชาการระดับชาติ : เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
สุวรรณา สถาอานันท์ . จัดประชุมวิชาการระดับชาติ : เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.