ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การใช้จุลินทรีย์ในการควบคุมโรคโคนเน่ารากเน่าที่เกิดจากเชื้อ Pythium ในการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การใช้จุลินทรีย์ในการควบคุมโรคโคนเน่ารากเน่าที่เกิดจากเชื้อ Pythium ในการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน
นักวิจัย : พรหมมาศ คูหากาญจน์
คำค้น : Pythium , จุลินทรีย์ควบคุมโรคราคเน่าโคนเน่า , ระบบการปลูกพืชไม่ใช้ดิน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG4720007 , http://research.trf.or.th/node/3254
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย 2 โครงการ โครงการระยะที่ 1 เป็นการสำรวจโรคโคนเน่า รากเน่าที่เกิดจากเชื้อ Pythium ในระบบปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินที่ทำเป็นการค้า ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง และในโครงการระยะที่ 2 เป็นการทดสอบประสิทธิภาพของชีวผลิตภัณฑ์ ในการควบคุมโรครากเน่า ของผักสลัดที่เกิดจากเชื้อ Pythium ในระบบปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบ NFT การดำเนินงานในโครงการ ระยะที่ 1 ได้ทำการสำรวจและเก็บตัวอย่างในระบบปลูกพืชแบบ Nutrient film technique (NFT) ที่ใช้ ปลูกผักสลัดพันธุ์ต่างประเทศชนิดต่างๆ เป็นการค้า และในระบบ Deep flow technique (DFT) ที่ทำ การปลูกคึ่นฉ่าย จำนวนทั้งสิ้น 6 ระบบปลูก จาก 4 ฟาร์ม ที่ตั้งอยู่บริเวณเขตกรุงเทพมหานคร และ ปริมณฑล ในช่วงเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2547 ตัวอย่างที่ใช้ในการตรวจนับปริมาณเชื้อได้แก่ ตัวอย่างพืชจากต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง ต้นที่แสดงอาการของโรครากเน่าโคนเน่า และสารละลายธาตุอาหาร ที่ใช้ ผลการศึกษาพบว่าเชื้อ Pythium spp. สามารถตรวจพบได้ในทุกตัวอย่างจากทุกฟาร์มตลอดช่วง ระยะเวลา 4 เดือน ที่ทำการสำรวจโดยมีปริมาณเชื้อดังนี้ 1) ในระบบ NFT ปลูกในสภาพโรงเรือนปิด พบปริมาณเชื้อในรากจากต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง ต้นที่เป็นโรค และในสารละลายธาตุอาหาร ในปริมาณ โดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.8-2.0 log cfu/g, 2.4-2.8 log cfu/g และ 0.7-1.3 log cfu/100 ml, ตามลำดับ 2) ในระบบ NFT ปลูกในสภาพกลางแจ้งพบปริมาณเชื้อโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.8-2.7 log cfu/g, 3.0- 3.8 log cfu/g และ 0.6-0.9 log cfu/100 ml, ตามลำดับ และ 3) ในระบบ DFT ปลูกในสภาพ กลางแจ้งจะมีค่าเฉลี่ยประมาณ 2.1 log cfu/g, 2.7 log cfu/g และ 1.0 log cfu/100 ml, ตามลำดับ ปริมาณเชื้อดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อผลผลิต ปริมาณเชื้อที่ตรวจพบในรากพืชที่แสดงอาการของโรคจะ พบมากกว่าพืชปกติเสมอ และเป็นผลทำให้พืชดังกล่าวมีการเจริญเติบโตที่ลดลงประมาณ 40-60% และหากปริมาณเชื้อเพิ่มมากขึ้นถึงขั้นวิกฤติ ก็จะทำให้พืชเป็นโรคตายได้ จากการจัดจำแนกพบว่าเชื้อ Pythium spp. ส่วนใหญ่ที่แยกได้จากระบบ NFT ที่ใช้ปลูกผักสลัดเป็นการค้า ได้แก่ P. myriotylum และเมื่อนำเชื้อดังกล่าวมาทดสอบความสามารถในการทำให้เกิดโรคก็พบว่าเป็นสาเหตุของโรครากเน่า ในผักสลัดพันธุ์ต่างประเทศได้อย่างรุนแรง ผลการศึกษาในส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่า Pythium spp. เป็นเชื้อที่ ตรวจพบได้ทั่วไปในระบบปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน และยังคงเป็นปัญหาสำคัญของการปลูกพืชในระบบนี้ การดำเนินงานในโครงการระยะที่ 2 ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของชีวผลิตภัณฑ์ Trichoderma harzianum และ Bacillus subtilis บางชนิดที่มีขายในท้องตลาด ถึงประสิทธิภาพในการควบคุมโรค รากเน่าของผักสลัดที่เกิดจากเชื้อ P. myriotylum พบว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่ความเข้มข้น 105-106 cfu/ml มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจิรญเติบโตของเชื้อสาเหตุได้มากกว่า 80% ในสภาพ in vitro อย่างไรก็ตามเมื่อนำเอาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาทดสอบในระบบปลูกแบบ NFT กับพบว่ามีแนวโน้มที่จะ ควบคุมโรคดังกล่าวได้ เฉพาะในกรณีที่มีสภาพการเกิดโรคที่ไม่รุนแรงเท่านั้น โดยการใส่ลงไปในสารละลาย ธาตุอาหารในอัตราประมาณ 108 cfu/l ของสารละลายธาตุอาหาร นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดบางประการ ที่ต้องคำนึงถึงคือ รูปแบบและความเข้มข้นที่ใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก T. harzianum บางผลิตภัณฑ์ หากใช้ในอัตราความเข้มข้นที่สูงเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อรากพืชได้ อีกทั้งส่วนผสมที่ มีอยู่ในแต่ละผลิตภัณฑ์ ก็อาจก่อให้เกิดความระคายเคืองแก่รากพืชได้เช่นกัน ในโครงการระยะที่ 2 นี้ ยังได้ทำการศึกษาถึงศักยภาพของจุลินทรีย์บริเวณเขตรากพืช (rhizobacteria) ในการควบคุมโรครากเน่า ของผักสลัดที่เกิดจาก P. myriotylum ร่วมด้วย ซึ่งผลการศึกษาในสภาพ in vitro พบว่า มีประสิทธิภาพ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสาเหตุได้ดีเทียบเท่ากับชีวผลิตภัณฑ์ที่มีขายในท้องตลาดและจาก การทดสอบในระบบ NFT ก็พบว่าสามารถช่วยลดความสูญเสียเนื่องจากโรคดังกล่าวได้ ถึงขึ้นไม่มี ความแตกต่างกันทางสถิติ กับต้นพืชปกติที่ไม่ทำการปลูกเชื้อ (healthy control) ผลการศึกษาทั้งหมด ในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้ชีวผลิตภัณฑ์ในการควบคุมโรครากเน่าของผักสลัดในระบบ NFT สามารถ กระทำได้ในระดับหนึ่ง แต่มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป และชี้ให้เห็นว่า จุลินทรีย์บริเวณเขตรากพืชก็เป็นจุลินทรีย์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีศักยภาพในการพัฒนามาเป็นสารควบคุม โดยชีววิธีเพื่อควบคุมโรครากเน่าในระบบปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินได้

บรรณานุกรม :
พรหมมาศ คูหากาญจน์ . (2548). การใช้จุลินทรีย์ในการควบคุมโรคโคนเน่ารากเน่าที่เกิดจากเชื้อ Pythium ในการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
พรหมมาศ คูหากาญจน์ . 2548. "การใช้จุลินทรีย์ในการควบคุมโรคโคนเน่ารากเน่าที่เกิดจากเชื้อ Pythium ในการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
พรหมมาศ คูหากาญจน์ . "การใช้จุลินทรีย์ในการควบคุมโรคโคนเน่ารากเน่าที่เกิดจากเชื้อ Pythium ในการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
พรหมมาศ คูหากาญจน์ . การใช้จุลินทรีย์ในการควบคุมโรคโคนเน่ารากเน่าที่เกิดจากเชื้อ Pythium ในการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.