| ชื่อเรื่อง | : | โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการจัดการที่ดินในเขตป่าของชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน : ศึกษากรณีการจัดการภาคชุมชน |
| นักวิจัย | : | อารยะ ภูสาหัส |
| คำค้น | : | ความยากจน , จังหวัดแม่ฮ่องสอน , พื้นที่ป่า , ระบบจัดการที่ดิน , ศตจ. |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2551 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4840038 , http://research.trf.or.th/node/3158 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | จากการศึกษาวิจัยพบว่า ภายใต้ความต่างของระบบนิเวศและวัฒนธรรมชุมชน/กลุ่มชาติพันธุ์ แต่ละชุมชนจะมีระบบการจัดการที่ดินน้ำป่าเป็นของตนเองเพื่อการผลิต และดำรงชีพในเขตป่าอยู่ในระดับ หนึ่ง โดยมีการควบคุมดูแลด้วยกฎระเบียบมากน้อยตามแต่ศักยภาพและเงื่อนไข/ปัจจัยภายในแต่ละชุมชน โดยชุมชนจะมีการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นองค์รวม เชื่อมโยงสัมพันธ์กันด้วยระบบคิดความเชื่อและ วัฒนธรรมของตนเอง โดยเฉพาะการจัดการที่ดินชุมชนได้สร้างมาตรการในการที่จะดูแลมีให้การขยายพื้นที่ ถือครอง และป้องกันมิให้เปลี่ยนการถึงครองไปให้กับบุคคลอื่นที่จะนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ผิดไปจาก เป้าหมายเดิม ขณะเดียวกันชุมชนได้สร้างระบบดูแลป่าและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ด้วย แต่ก็ยังไม่ได้รับการ ยอมรับอย่างเต็มที่จากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งยังมีความหวาดระแวงไม่ไว้ใจและไม่มั่นใจว่าชุมชนจะจัดการได้ ดังนั้นจึงพบสิ่งที่เป็น”ปัญหาร่วมกัน”ในทุกชุมชน/พื้นที่ศึกษาคือ พื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยของชุมชนซึ่ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตป่าของรัฐนั้นจะไม่ได้รับการรับรองสิทธิ ไม่มีเอกสารสิทธิ และไม่มีการสร้างความ ชัดเจนเรื่องขอบเขตพื้นที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับชุมชน (เขตชุมชน/เขตรัฐ) ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความ ขัดแย้ง คดีความระหว่างชุมชนด้วยกันเองและ ชุมชนกับหน่วยงานของรัฐเสมอมา ดังนั้นข้อเสนอ/ข้อเรียกร้องเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินน้ำป่าจากทุกชุมชน จึงต้องการให้รัฐ ”รับรองสิทธิ”ที่ชุมชนพึงมีพึงได้ หรือให้”สิทธิชุมชน”ในการดูแลจัดการทรัพยากร และปรับเปลี่ยนทัศนะที่มี ต่อชุมชน แล้วหาแนวทางแก้ไขร่วมกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่กันและกัน และสร้างความมั่นคงให้แก่ ชุมชนและทรัพยากรสิ่งแวดล้อม โดยใช้ระบบการจัดการดั้งเดิมของชุมชน ผนวก/ผสมผสานกับระบบการ จัดการแบบใหม่(หลักวิชาการ/หลักกฎหมาย) นอกจากนั้น จากกระบวนการและแนวทางการจัดการปัญหาที่ดินในเขตป่าบนความต่าง ของระบบนิเวศและวัฒนธรรมชุมชน/กลุ่มชาติพันธุ์เพื่อให้ได้มาซึ่ง ”ข้อมูลความรู้และข้อเท็จจริง” ที่ จะนำมาสู่การหารือและร่วมแสวงหามาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าของชุมชนนั้นพบว่ามี สิ่งที่เหมือนกันและสิ่งที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำ/ไม่ควรทำในกระบวนการการจัดการปัญหาที่ดินในเขตป่า ได้แก่ 1.สิ่งที่เหมือนกัน และควรนำไปปฏิบัติ -กระบวนการจัดการปัญหาที่ดินต้องเป็นไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไม่ก้าวกระโดด และเป็น ระบบการจัดการที่เน้นการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ โดยนำมาตรการผ่อนปรนของทางราชการ ข้อปฏิบัติที่ ชุมชนยอมรับว่าจะดำเนินการ และข้อมูลทางวิชาการที่เป็นกลางมาพิจารณาร่วมกัน โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการจัดการที่ดินในเขตป่าของชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 213 หมู่ 1 ต.สบป่อง อ.ปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58150.โทร.053-617200 / 046118965/arayaphu@hotmail.com -กระบวนการมีส่วนร่วมของ”กลไกการจัดการ”ปัญหาที่ดินในแต่ละระดับ ตั้งแต่ระดับ นโยบาย ระดับสั่งการและระดับปฏิบัติงานในพื้นที่ ต้องประกอบด้วยหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาโดยตรง โดยเน้นการเข้ามามีส่วนตั้งแต่เริ่มต้นร่วมคิดร่วมตัดสินใจ ร่วมทำและร่วมรับประโยชน์ ร่วมกัน ภาคีความร่วมมือหลักๆในการจัดการปัญหาที่ดินก็คือภาคเอกชน ภาคชุมชน/อปท. ภาคราชการ ภาควิชาการ 2.สิ่งที่ต่างกัน และควรคำนึงถึง - ความต่างของระบบนิเวศและวัฒนธรรมชุมชน/กลุ่มชาติพันธุ์ - ความต่างของเงื่อนไข/ปัจจัยภายใน-นอกชุมชน/พื้นที่ - ข้อตกลงมาตรการและแนวทางจัดการที่ดินในแต่ละชุมชนไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเนื่องจาก แต่ละชุมชนมีเงื่อนไข/ปัจจัยและบริบทต่างกัน แต่ต้องไม่ขัดกับหลักการสำคัญคือ ”ชุนชนอยู่ร่วมกับดิน น้ำป่าได้ โดยร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและพัฒนาอาชีพที่มั่นคงเพื่อให้เกิดความ สมดุล และมีความยั่งยืนสืบไป” โดยเน้นระบบ”การจัดการเชิงซ้อน” ที่มองเห็นและให้ความสำคัญต่อ ”มิติด้านวัฒนธรรมจารีตชุมชน” และ”มิติด้านกฎหมาย” ที่สอดคล้องกับระบบนิเวศและวัฒนธรรมของ ชุมชน ซึ่งเป็นการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่เพื่อให้เกิด”สมดุลแห่งอำนาจ”ในการจัดการทรัพยากร ส่วนรวมร่วมกันอย่างแท้จริง แนวทางการสร้างความยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาที่ดินและความยากจน (ชุมชนดำรงอยู่/ ที่ดินไม่เปลี่ยนมือ/ป่าไม่ถูกทำลาย) มี3 ด้านได้แก่ - ความยั่งยืนในการถือครอง โดยร่วมกันพิจารณาลักษณะรูปแบบประเภทการให้สิทธิที่ เหมาะสมเช่นให้เอกสารสิทธิ แต่ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ในเขตป่า/ไม่ให้ขาย/ตรวจสอบติดตามได้ - ความยั่งยืนในการดำรงชีพ โดยหาแนวทางวิธีการแก้จน สร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน/เสริม อาชีพ/จัดแผนการตลาด/สร้าง”ทุน”ชุมชน/ ใช้แนวแก้จนศตจ.ปชช. - ความยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยปลุกสำนึกการอนุรักษ์ฟื้นฟู/ ผสมผสานวิถีวัฒนธรรมชุมชนกับหลักวิชาการ |
| บรรณานุกรม | : |
อารยะ ภูสาหัส . (2551). โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการจัดการที่ดินในเขตป่าของชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน : ศึกษากรณีการจัดการภาคชุมชน.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อารยะ ภูสาหัส . 2551. "โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการจัดการที่ดินในเขตป่าของชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน : ศึกษากรณีการจัดการภาคชุมชน".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อารยะ ภูสาหัส . "โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการจัดการที่ดินในเขตป่าของชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน : ศึกษากรณีการจัดการภาคชุมชน."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print. อารยะ ภูสาหัส . โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการจัดการที่ดินในเขตป่าของชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน : ศึกษากรณีการจัดการภาคชุมชน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.
|
