| ชื่อเรื่อง | : | การเปรียบเทียบการรักษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน ระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้น ร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว |
| นักวิจัย | : | ชนกพรรณ สุคนธ์พันธ์ |
| คำค้น | : | แผ่นยางกันน้ำลาย , โรคปริทันต์อักเสบ |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | นวลฉวี หงษ์ประสงค์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2540 |
| อ้างอิง | : | 9746372823 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/11521 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540 การศึกษานี้เป็นการวัด ผลการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้น และเปรียบเทียบผลการรักษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน หลายๆ รอยโรคในบริเวณใกล้เคียงกัน ด้วยวิธี การชักนำให้เกิดการงอกใหม่ของเนื้อเยื่อ (จีทีอาร์) โดยใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว(T1) กับการใส่วัสดุปลูกกระดูกร่วมด้วย (T2) ในเวลา 6 เดือน เลือกรอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน รวมถึงรอยวิการในบริเวณง่ามรากฟันไม่เกินระดับ II ที่มีความลึกของร่องลึกปริทันต์เท่ากับ หรือมากกว่า 5 มม. จำนวน 51 รอยโรคจาก 10 บริเวณของผู้ป่วยหญิงที่เป็นโรคปริทนต์อักเสบ 4 คน อายุ 42-45 ปี อายุเฉลี่ย 43.75 ปี ซึ่งได้รับการรักษาในระยะแรกเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยแต่ละรายมีรอยโรคทั้งสองข้างของขากรรไกรเดียวกัน ดังนั้นถ้าข้างใดได้รับการสุ่มเลือกเป็น T1 อีกข้างจึงเป็น T2 ดังนั้น T1 ผ่าตัด 5 ครั้งมี 19 รอยโรคในขณะที่ T2 ผ่าตัด 5 ครั้งมี 32 รอยโรคค่าที่ใช้วัดทางคลินิก คือค่าดัชนีแผ่นคราบจุลินทรีย์ (PI) ดัชนีซัลคัสบลีดดิง (SBI) ความลึกของร่องลึกปริทันต์ (PD) ระดับการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์ทางคลินิก (CAL) ระดับการร่นของเหงือก (R) และการถ่ายภาพรังสีได้ทำการบันทึกก่อนการทำ จีทีอาร์ และภายหลังการทำ จีทีอาร์ 3 เดือนและ 6 เดือน เมื่อรักษาแลัว 3 เดือนและ 6 เดือน ผลการรักษาพบว่ามีการงอกใหม่ของอวัยวะปริทันต์เกิดขึ้นทุกรายเมื่อเวลาดึงแผ่นกันน้ำลายออกใน กลุ่มT1 ค่าPD และ CAL ก่อนทำ (5.63+_0.83,7.25+_1.50) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ 3 เดือน (2.55+_0.08,5.03+_1.25) และ 6 เดือน (2.89+_0.89,5.21+_1.15) ในขณะที่ค่าของ PD ในเดือนที่ 6 จะมากขึ้นกว่าใน เดือนที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญด้วย ส่วนระดับการร่นของเหงือกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งในกลุ่ม T2 ในเดือนที่ 3 และที่ 6 พบว่าให้ผลเช่นเดียวกับในกลุ่ม T1 แต่ค่าของ PD ในเดือนที่ 6 ค่อนข้างคงที่ไม่ต่างไปจากเดือนที่ 3 จนไม่พบว่ามีความแตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างกลุ่ม T1 และ T2 ไม่พบความแตกต่างกันของทุกค่าที่ใช้วัดทางคลินิกทุกช่วงระยะเวลา เมื่อดูจากภาพถ่ายรังสีหลังการรักษา 6 เดือนพบว่า มีลักษณะของกระดูกเพิ่มขึ้นในรอยโรค เมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายรังสีก่อนการผ่าตัดทั้งในกลุ่ม T1 และ T2 และเมื่อเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่ม จะไม่มีความแตกต่างกันในค่าทางคลินิกและผลทางภาพถ่ายรังสีในทุกช่วงเวลาเช่นกัน จากผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแผ่นยางกันน้ำลายสามารถใช้เป็นแผ่นกั้นได้ในขบวนการจีทีอาร์ และการใช้แผ่นยางกันน้ำลายอย่างเดียวหรือร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกจะให้ผลไม่แตกต่างกัน |
| บรรณานุกรม | : |
ชนกพรรณ สุคนธ์พันธ์ . (2540). การเปรียบเทียบการรักษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน ระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้น ร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชนกพรรณ สุคนธ์พันธ์ . 2540. "การเปรียบเทียบการรักษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน ระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้น ร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชนกพรรณ สุคนธ์พันธ์ . "การเปรียบเทียบการรักษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน ระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้น ร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540. Print. ชนกพรรณ สุคนธ์พันธ์ . การเปรียบเทียบการรักษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน ระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้น ร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2540.
|
