| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาและเปรียบเทียบชิ้นส่วนสำเร็จรูปประเภทผนังรับน้ำหนัก กรณีศึกษา : ผู้ประกอบการซื้อสำเร็จจากโรงงานผลิต กับการผลิตในที่ก่อสร้าง |
| นักวิจัย | : | นาวิน นาคะศิริ |
| คำค้น | : | อุตสาหกรรมการก่อสร้าง , ชื้นส่วนสำเร็จรูป , ผนังรับน้ำหนัก , บ้านสำเร็จรูป |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ชวลิต นิตยะ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2542 |
| อ้างอิง | : | 9743343288 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/10991 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (คพ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542 ในการสร้างบ้านระบบสำเร็จรูปในปัจจุบันผู้ประกอบการจัดสรรนั้น สามารถเลือกวิธีการโดยลงทุนสร้างโรงงานผลิตขึ้นเองในโครงการกับการเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่รับสร้างบ้านในระบบสำเร็จรูป ดังนั้น ในการศึกษาและเปรียบเทียบก็มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงค่าใช้จ่ายในเบื้องต้นถ้าผู้ประกอบการเลือกสร้างโรงงานผลิตเอง กับศึกษาค่าใช้จ่ายของการเลือกซื้อจากผู้ผลิตรับสร้างบ้าน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือก โดยในการเปรียบเทียบได้เลือกบริษัทรับสร้างบ้านด้วยระบบสำเร็จรูปมาเปรียบเทียบกับการสร้างโรงงานผลิตขึ้นเอง ซึ่งได้เลือกบ้านที่สร้างด้วยระบบสำเร็จรูปในโครงการเพลส แอนด์ พาร์ค โดยลักษณะรูปแบบของบ้านเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น มีความใกล้เคียงกับการก่อสร้างด้วยระบบดั้งเดิมเป็นอย่างมาก จึงได้กำหนดบ้านที่มีพื้ที่ใช้สอยประมาณ 180 ตารางเมตร จำนวน 1 หลัง เป็นกรณีศึกษา ผลจากการลงสู่ภาคสนามได้พบว่า ถ้าผู้ประกอบการลงทุนสร้างโรงงานผลิตขึ้นเองจะต้องมีการลงทุนในอุปกรณ์, เครื่องจักร ค่าบริการ ที่ดินที่ตั้งโรงงานผลิตและค่าวัสดุกับแรงงานเกิดขึ้น แต่ถ้าผู้ประกอบการเลือกซื้อจากผู้รับสร้างบ้านด้วยระบบสำเร็จรูปนั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายเหมือนกับการสร้างโรงงานผลิตเอง แต่จะมีค่าดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบให้เป็นระบบสำเร็จรูปกับค่าก่อสร้างเท่านั้น ผลจากการวิเคราะห์โดยการคำนวณค่าใช้จ่ายในการลงทุนพบว่า ถ้าผู้ประกอบการสร้างโรงงานผลิตขึ้นเองจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเบื้องต้นเป็นค่าอุปกรณ์ เครื่องจักร ค่าเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบ ค่าบริการ ค่าวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานในอัตราที่สูงในเบื้องต้น และจะต้องสร้างบ้านในปริมาณที่ 38 หน่วย (พื้นที่ใช้สอย 6,840 ดร.ม.) ขึ้นไปจึงจะคุ้มกับการลงทุนและราคาก่อสร้างเฉลี่ยที่ 5,310.33 บาทต่อตารางเมตร (กรณีไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม) และในกรณีคิดค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องสร้างบ้านในปริมาณที่ 46 หน่วย (พื้นที่ใช้สอย 8,280 ตร.ม.) ขึ้นไปจึงจะคุ้มกับการลงทุน และราคาก่อสร้างเฉลี่ยที่ 5,675.69 บาทต่อตารางเมตร ถ้าผู้ประกอบการเลือกซื้อสำเร็จจากผู้ผลิตหรือโดยการจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างไปสร้างโรงงานผลิตในสถานที่ก่อสร้าง ราคาจะเฉลี่ยที่ 6,897-8,700 บาท/ตารางเมตร และถ้าผู้ประกอบการเลือกวิธีการก่ออิฐฉาบปูนเรียน ราคาต้นทุนจะเฉลี่ยที่ 6,965 บาท/ตารางเมตร และในการสร้างบ้านโดยวิธีสร้างโรงงานผลิตขึ้นเองจะใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 94 วัน/หลัง (ไม่รวมระยะเวลาในการสร้างโรงงานผลิตชั่วคราวอีก 1 เดือน)ในกรณีคิดค่าภาษีมูลค่าเพิ่มการสร้างโรงงานผลิตเองจะไม่เหมาะสมกับการลงทุน ผู้ประกอบการควรเลือกซื้อระบบผลิตจากบริษัทจะดีกว่า แต่ถ้าปริมาณการผลิตมีจำนวนมากกว่า 38 หน่วย ในกรณีไม่คิดค่าภาษีมูลค่าเพิ่มหรือการผลิตมากกว่า 46 หน่วย ในกรณีคิดค่าภาษีมูลค่าเพิ่มการก่อสร้างโรงงานผลิตก็จะเหมาะสมกว่า ทั้งในด้านต้นทุน ระยะเวลาการก่อสร้างและรูปแบบ ทั้งนี้การเปรียบเทียบครั้งนี้เป็นการเปรียบเทียบในเบื้องต้นเท่านั้น ในการคิดราคาเปรียบเทียบครั้งนี้ได้ใช้ราคาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2542 |
| บรรณานุกรม | : |
นาวิน นาคะศิริ . (2542). การศึกษาและเปรียบเทียบชิ้นส่วนสำเร็จรูปประเภทผนังรับน้ำหนัก กรณีศึกษา : ผู้ประกอบการซื้อสำเร็จจากโรงงานผลิต กับการผลิตในที่ก่อสร้าง.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นาวิน นาคะศิริ . 2542. "การศึกษาและเปรียบเทียบชิ้นส่วนสำเร็จรูปประเภทผนังรับน้ำหนัก กรณีศึกษา : ผู้ประกอบการซื้อสำเร็จจากโรงงานผลิต กับการผลิตในที่ก่อสร้าง".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นาวิน นาคะศิริ . "การศึกษาและเปรียบเทียบชิ้นส่วนสำเร็จรูปประเภทผนังรับน้ำหนัก กรณีศึกษา : ผู้ประกอบการซื้อสำเร็จจากโรงงานผลิต กับการผลิตในที่ก่อสร้าง."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542. Print. นาวิน นาคะศิริ . การศึกษาและเปรียบเทียบชิ้นส่วนสำเร็จรูปประเภทผนังรับน้ำหนัก กรณีศึกษา : ผู้ประกอบการซื้อสำเร็จจากโรงงานผลิต กับการผลิตในที่ก่อสร้าง. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2542.
|
