| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาแนวโน้มการใช้วัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมในงานผิวทางแอสฟัลท์คอนกรีตเพื่อลดปัญหาความเสียหายที่เกิดจากความชื้นในชั้นผิวทางแอสฟัลท์ในประเทศไทย |
| นักวิจัย | : | กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ |
| คำค้น | : | cement kiln dust , fly ash , Industrial waste , reclaimed concrete , slag , คอนกรีตเก่า , ตะกรันเหล็ก , ผงซีเมนต์ , ผิวทางแอสฟัลท์ , วัสดุมวลรวม , สารผสมเพิ่ม , เถ้าลอย |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2553 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5080129 , http://research.trf.or.th/node/2928 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ปัญหาที่เกิดจากความชื้นในชั้นผิวทางแอสฟัลท์นั้น เป็นปัญหาหลักอย่างหนึ่งที่พบมากในประเทศไทย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาหาวิธีการแก้ไขหรือชลอความเสียหายของถนนอันเนื่องมาจากความชื้น วิธีหนึ่งในการแก้ไขปัญหาก็คือ การใช้สารผสมเพิ่ม (Additive) เพื่อลดปัญหาการหลุดลอกของแอสฟัลท์จากผิวของวัสดุมวลรวมอันเนื่องมาจากความชื้น จากปัญหาที่ได้กล่าวมา จึงมีความจำเป็นในการศึกษานำวัสดุที่เป็นขยะอุตสาหกรรมที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ในงานก่อสร้างผิวทางแอสฟัลท์คอนกรีต ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้เป็นวัสดุมวลรวมเพื่อทดแทนวัสดุธรรมชาติ อาทิเช่น ตะกรันเหล็ก (Steel Slag) หรือคอนกรีตเก่า (Reclaimed Concrete or Demolition Waste) ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของประเทศในด้านการก่อสร้างหรือการนำมาใช้เป็นสารผสมเพิ่มเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติให้กับวัสดุผสมแอสฟัลท์คอนกรีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สภาวะที่ได้รับความชื้น อาทิเช่น เถ้าลอย (Fly Ash) หรือผงซีเมนต์ (Cement Kiln Dust) เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณในด้านการบำรุงรักษาผิวทาง เพราะสามารถนำวัสดุเหล่านี้มาใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทาน ลดความเสียหาย และช่วยยืดอายุการใช้งานของผิวทางแอสฟัลท์คอนกรีต จากผลการทดลองคุณสมบัติทางวิศวกรรมซึ่งทดสอบด้านการต้านทานความชื้นและการทดสอบค่าโมดูลัสนั้น จะเห็นว่าการใช้เถ้าลอยและผงซีเมนต์เป็นสารผสมเพิ่มนั้นจะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติในการต้านทานความชื้นได้ดีเช่นเดียวกับการใช้ตะกรันเหล็กและคอนกรีตเก่าเป็นวัสดุมวลรวม ส่วนในการทดสอบค่าโมดูลัสนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ Moisture damage is one of the main problems in asphalt pavement which is found especially in areas with high a amount of rainfall. One effective solution is to apply anti-stripping additives in asphalt mixtures to reduce the stripping of asphalt binder from the aggregate surface due to moisture. Another solution is to select an aggregate type that provides better affinity with asphalt binder rather than water and hence provides better adhesion. In this study, fly ash and cement kiln dust (CKD) were selected as the anti-stripping additives, while steel slag and reclaimed concrete were selected as the aggregates in asphalt mixtures. The resilient modulus test and the indirect tensile strength test were conducted to evaluate the performance of asphalt mixtures. It was found that the use of CKD as additive increased the stiffness of asphalt mixtures at intermediate and high temperatures, while the application of fly ash and reclaimed concrete reduced the stiffness of the asphalt mix. Results also indicated that asphalt mixtures with fly ash and CKD additives and those with slag and reclaimed concrete aggregates could resist moisture damage |
| บรรณานุกรม | : |
กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ . (2553). การศึกษาแนวโน้มการใช้วัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมในงานผิวทางแอสฟัลท์คอนกรีตเพื่อลดปัญหาความเสียหายที่เกิดจากความชื้นในชั้นผิวทางแอสฟัลท์ในประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ . 2553. "การศึกษาแนวโน้มการใช้วัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมในงานผิวทางแอสฟัลท์คอนกรีตเพื่อลดปัญหาความเสียหายที่เกิดจากความชื้นในชั้นผิวทางแอสฟัลท์ในประเทศไทย".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ . "การศึกษาแนวโน้มการใช้วัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมในงานผิวทางแอสฟัลท์คอนกรีตเพื่อลดปัญหาความเสียหายที่เกิดจากความชื้นในชั้นผิวทางแอสฟัลท์ในประเทศไทย."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print. กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ . การศึกษาแนวโน้มการใช้วัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมในงานผิวทางแอสฟัลท์คอนกรีตเพื่อลดปัญหาความเสียหายที่เกิดจากความชื้นในชั้นผิวทางแอสฟัลท์ในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.
|
