| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาแนวทางการจัดการเศษสิ่งก่อสร้างในประเทศไทย |
| นักวิจัย | : | จิรานุวัฒน์ จันทร์จร |
| คำค้น | : | วัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง , การกำจัดขยะ |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ธนิต ธงทอง , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะวิศวกรรมศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2545 |
| อ้างอิง | : | 9741721021 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/10500 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545 ในโครงการก่อสร้างจำเป็นต้องใช้วัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างจำนวนมาก ทำให้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเศษสิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นได้ และปัจจุบันในประเทศไทยยังขาดการศึกษาวิธีการจัดการเศษสิ่งก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพอันนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายของผู้รับเหมา รวมถึงผลดีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงศึกษาหาแนวทางในการจัดการกับเศษสิ่งก่อสร้างจากโครงการก่อสร้างในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ย่อยเพื่อศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดเศษสิ่งก่อสร้าง และศึกษาลักษณะองค์ประกอบของเศษสิ่งก่อสร้างจากโครงการก่อสร้างในประเทศไทย ซึ่งขอบเขตการศึกษาเป็นการศึกษาเฉพาะเศษสิ่งก่อสร้าง (Construction Waste) ที่เกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้างเท่านั้น ไม่รวมถึงเศษสิ่งก่อสร้างจากการรื้อถอน (Demolition Waste) ขยะชุมชนจากคนงานก่อสร้าง และการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเนื่องจากเศษสิ่งก่อสร้าง โครงการวิจัยนี้ใช้ข้อมูลจากโครงการก่อสร้างอาคาร ที่มีมูลค่าโครงการตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปและอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 32 โครงการ ซึ่งเก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ผู้รับเหมาหรือผู้ควบคุมงาน เพื่อนำข้อมูลไปศึกษาหาลักษณะองค์ประกอบของเศษสิ่งก่อสร้างในโครงการก่อสร้างของไทย และศึกษาถึงอิทธิพลต่อการเกิดเศษสิ่งก่อสร้างของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง โดยใช้หลักการทางสถิติเชิงอนุมาน (Inference Statistics) ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance ANOVA) และการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเลขคณิตระหว่างสองกลุ่มโดยวิธีของเชฟเฟ (Scheffe’ Test for All Possible Comparrison) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.10 สำหรับการศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดเศษสิ่งก่อสร้าง ได้ศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดเศษสิ่งก่อสร้างเนื่องจากการใช้วัสดุก่อสร้างแต่ละชนิด ได้แก่ ไม้ คอนกรีตและวัสดุผสมคอนกรีต แบบหล่อคอนกรีต เหล็ก เสาเข็ม สี วัสดุก่อ วัสดุปูพื้น วัสดุมุงหลังคา และวัสดุแผ่นสำเร็จรูป โดยใช้หลักการทางสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ การหาค่าสัดส่วน ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่าผู้รับเหมาและผู้ควบคุมงานก่อสร้างอาคารในอุตสาหกรรมก่อสร้าง มีความเห็นว่าองค์ประกอบของเศษสิ่งก่อสร้างที่มีปริมาณมากที่สุด คือ เศษไม้ รองลงมาคือเศษสิ่งก่อสร้างจำพวกคอนกรีต กรวด หิน ทราย เหล็ก วัสดุก่อและกระดาษ สำหรับเศษสิ่งก่อสร้างที่มีปริมาณน้อยในลำดับต่อไป ได้แก่ วัสดุปูพื้น พลาสติก วัสดุแผ่นสำเร็จรูป วัสดุมุงหลังคา อลูมิเนียม และสี ส่วนเศษสิ่งก่อสร้างที่มีจำนวนน้อยที่สุด คือ ยาง สำหรับสาเหตุของการเกิดสิ่งก่อสร้างเนื่องจากการใช้วัสดุก่อสร้างชนิดต่างๆส่วนใหญ่เกิดจากการขาดการวางแผนการใช้วัสดุก่อสร้าง การออกแบบโดยไม่คำนึงถึงเศษก่อสร้าง การกองเก็บวัสดุก่อสร้างไม่ดี และความเสียหายเนื่องจากการขนส่งและขนย้าย เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ควบคุมงาน ผู้รับเหมา และคนงานก่อสร้าง มีอิทธิพลต่อการเกิดเศษสิ่งก่อสร้างได้มากกว่า เจ้าของโครงการ ผู้บริหารโครงการ ผู้ออกแบบ และผู้จำหน่ายวัสดุ ที่ระดับความผิดพลาดของการสรุปผลร้อยละ 10 |
| บรรณานุกรม | : |
จิรานุวัฒน์ จันทร์จร . (2545). การศึกษาแนวทางการจัดการเศษสิ่งก่อสร้างในประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จิรานุวัฒน์ จันทร์จร . 2545. "การศึกษาแนวทางการจัดการเศษสิ่งก่อสร้างในประเทศไทย".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จิรานุวัฒน์ จันทร์จร . "การศึกษาแนวทางการจัดการเศษสิ่งก่อสร้างในประเทศไทย."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545. Print. จิรานุวัฒน์ จันทร์จร . การศึกษาแนวทางการจัดการเศษสิ่งก่อสร้างในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2545.
|
