| ชื่อเรื่อง | : | กองทุนเพื่ออนาคต : ขนาดและการบริหารจัดการ |
| นักวิจัย | : | พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ |
| คำค้น | : | กองทุนเพื่ออนาคต , การบริหารจัดการกองทุน , สสส , สูงอายุ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2550 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4830014 , http://research.trf.or.th/node/2477 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาครั้งนี้มีประโยชน์เพื่อ 1) ประมาณค่าใช้จ่ายพื้นฐานโดยเฉลี่ยของผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจำแนกตามอาชีพในอดีตก่อนเมื่อถึงวัยสูงอายุ 2) ศึกษาถึงศักยภาพและความเต็มใจของผู้ที่อยู่ในวัยแรงงาน ในการออมเงินกับกองทุนเพื่ออนาคตในลักษณะเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในยามชรา ตามแนวทางกองทุนบำนาญแห่งชาติ 3) ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับการบริหารจัดการของเงินกองทุนนี้ให้มีรายรับ สูงเพื่อให้เกิดความมั่นคง ระเบียบวิธีวิทยาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้วิธีการที่เรียกว่า การจำลองระบบเชิงพลวัต เพื่อคาดประมาณประชากรและฉายภาพรายได้ และรายจ่ายตลอดช่วงอายุขัยของประชากรใน ปี 2549-2568 โดยใช้ข้อมูงจากการสำรวจตัวอย่างประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขี้นไปเป็นฐานในการประมาณรายได้และรายจ่ายในอนาคต ในการศึกษาครั้งนีเได้เลือกตัวอย่างของประชาชนโดยการกำหนดโควตาในแต่ละกลุ่มอาชีพและกลุ่มอายุ เพื่อให้ได้ขนาดตัวอย่างในแต่ลพกลุ่มอาชีพ และกลุ่มอายุตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละกลุ่มอายุ แต่ละกลุ่มอาชีพมาจำนวน 2553 คน จาก 6 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง ร้อยเอ็ด ฉะเชิงเทรา ลพบุรี เพชรบุรี และกระบี่ เพื้อเก็บข้อมูลด้านรายจ่ายเมื่อเข้าสู่วัยสุงอายุ ข้อมูลจากการสำรวจได้ถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลทุติยภูมิ และข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารจัดการกองทุนในระดับชุมชน ผลการวิเคราะห์พบว่า ประชาชนทั่วไปมีรายได้เฉลี่ย 7915 บาท ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีรายจ่ายเฉลี่ย 6000 บาทต่อเดือน เมื่อพิจารณารายจ่าของกลุ่มอาชีพ พบว่ากลุ่มลูกจ้างรัฐบาลมีรายจ่ายสูงสุด 21708 บาท รองลงมาได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ 13677 บาท ลูกจ้างเอกชน 6781 บาท และเกษตรกร 2645 บาท ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์เงินเหลือจากรายได้ตลอดชีพ และความตระหนักในการต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ พบว่า ประชาชนทุกกลุ่มอายุและกลุ่มอาชีพมีศักยภาพในการออมเพื่อสร้างหลักประกันในอนาคตเมื่อเข้าสู้วัยสูงอายุ กล่าวคือ เมื่อนำเอารายได้และรายจ่ายมาพิจารณาจะเห็นว่า ประชาชนยังคงมีเงินเหลือจ่าย เมื่อถามประชาชนว่า เห็นด้วยหรือไม่หากมีนโยบายส่งเสริมการออมให้ได้โดยรัฐจะสมทบจ่ายอัตราส่วนเท่ากับประชาชน โดยเห็นด้วยกว่า ร้อยละ 90 โดยพบว่าร้อยละ 77 ยินดีสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยในหมู่ผู้ที่เต็มใจเข้าโครงการยืนดีที่จะหักรายได้ ร้อยละ 3 ต่อเดือนเพื่อเข้าโครงการ ในการศึกษาครั้งนี้ได้นำเสนอเกี่ยวกับขนาดและการจัดการกองทุน 4 รูปแบบภายใต้คติฐานเดียวกัน ได้แก่ 1) เป็นรูปแบบที่รัฐบังคับให้ประชาชนวัยแรงงานที่มีรายได้ทุกคนเป็นสมาชิกโดยตั้งแต่ 10000 บาทต่อคนต่อดือน 2) ติดครอบครุมเฉพาะประชาชนวัยแรงงานที่มีวามเต็มใจที่จะเข้าร่วมกองทุนเท่านั้น 3) คิดเฉพาะกลุ่ม เกษตรกรรม อาชีพอิสระ และกลุ่มลูกจ้างเอกชนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม 4) คิดเฉพาะกลุ่มเป้าหมายแบบกลุ่มที่ 3 จำนวนเพียงร้อยละ 90 เท่านั้นที่เข้าร่วม และอิงอยู่บนหลักของการจ่ายผลตอบแทนตามสัดส่วนเงินออมของสมาชิก หากส่งเงินเดือนละ 300 บาท จะได้สวัสดิการเดือนละ 5000 บาทเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ หากส่งเข้ากองทุน 450 - 750 บาทต่อเดือน ได้เงินเดือนละ 8000 บาท และผู้ที่ส่งเงินมากกว่าเดือนละ 750 บาทขึ้นไป จะได้รับเงินสวัสดิการเดือนละ 10000 บาท เมื่อเปรียบเทียบพบว่า รัฐบาลควรที่จะมีการจัดตั้งกองทุนบำนาญแห่งชาติหรือกองทุนเพื่ออนาคตในลักษณะบีงคับมากกว่าสมัครใจ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้เงินทั่วถึงกัน |
| บรรณานุกรม | : |
พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ . (2550). กองทุนเพื่ออนาคต : ขนาดและการบริหารจัดการ.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ . 2550. "กองทุนเพื่ออนาคต : ขนาดและการบริหารจัดการ".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ . "กองทุนเพื่ออนาคต : ขนาดและการบริหารจัดการ."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550. Print. พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ . กองทุนเพื่ออนาคต : ขนาดและการบริหารจัดการ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2550.
|
