| ชื่อเรื่อง | : | การวิเคราะห์รูปแบบการคิดของเยาวชนไทย |
| นักวิจัย | : | น้ำเพชร ช่วงทอง |
| คำค้น | : | ความคิดและการคิด |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สุชาดา บวรกิติวงศ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2548 |
| อ้างอิง | : | 9741438729 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/7556 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบวัดและตรวจสอบคุณภาพแบบวัดรูปแบบการคิดของเยาวชนไทยตามกรอบแนวคิดของ Sternberg J. Robert สำรวจรูปแบบการคิดของเยาวชนไทย หาปกติวิสัยการคิดของเยาวชนไทย เปรียบเทียบความแตกต่างของรูปแบบการคิดระหว่างบุคคลที่มีภูมิหลังต่างกันในด้านเพศ ประเภทของโรงเรียนและภูมิภาค กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือเยาวชนไทยที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และ ปวช.ปี 1-3 จำนวน 1466 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสำรวจรูปแบบการคิดของ Sternberg & Wagner 1991 แบบสำรวจมีพิสัยความเที่ยงเท่ากับ 0.7-0.9 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย วิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามด้วยโปรแกรม SPSS 11.0 และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันด้วยโปรแกรม LISREL 8.53 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) แบบวัดรูปแบบการคิดของเยาวชนไทย มีความตรงเชิงเนื้อหา โดยค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับองค์ประกอบที่วัด (IOC) มีค่าตั้งแต่ 0.6 ถึง1.0 มีความตรงเชิงโครงสร้าง โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน(Confirmatory factor analysis) พบว่าโมเดลการวัดรูปแบบการคิด ทั้ง 13 โมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และมีความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในเท่ากับ 0.791-0.925 2) โดยส่วนใหญ่เยาวชนไทยมีรูปแบบการคิดในระดับสูง (คะแนน = 5) ในรูปแบบการคิดแบบมุ่งในสิ่งเดียว (ร้อยละ 20.74) แบบคิดเรียงลำดับ (ร้อยละ 31.34) แบบคิดหลายอย่างพร้อมกัน(ร้อยละ 32.22) แบบจัดสรรขาดระเบียบ (ร้อยละ 31.57) แบบชอบสร้างกฎเกณฑ์ (ร้อยละ 31.52) แบบเก่งบริหารจัดการ (ร้อยละ 33.09) แบบมองภาพรวม(ร้อยละ 32.39) แบบมองเฉพาะเจาะจง (ร้อยละ 31.00) แบบยึดถือตนเอง(ร้อยละ 29.84) แบบคิดแบบร่วมมือ (ร้อยละ 29.84) แบบเสรีนิยม (ร้อยละ 30.35) และแบบอนุรักษ์นิยม (ร้อยละ28.60) และในระดับปานกลาง (คะแนน =4) ในรูปแบบการคิดแบบชำนาญวินิจฉัย (ร้อยละ 32.18) 3) เมื่อเปรียบเทียบรูปแบบการคิดของเยาวชนไทยที่มีภูมิหลังต่างกันพบว่าค่าเฉลี่ยของรูปแบบการคิดของเพศหญิงและชายนั้นแตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญ .05 ในรูปแบบทำหลายอย่างพร้อมกัน รูปแบบจัดสรรขาดระเบียบ รูปแบบเก่งบริหารจัดการ รูปแบบมองภาพรวม รูปแบบมองเฉพาะเจาะจง รูปแบบมุ่งตนเองและรูปแบบอนุรักษ์นิยม ค่าเฉลี่ยของรูปแบบการคิดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้แตกต่างจากภาคกลางอย่างมีระดับนัยสำคัญ .05 ในรูปแบบดังต่อไปนี้ รูปแบบคิดเรียงลำดับ รูปแบบจัดสรรขาดระเบียบ รูปแบบชอบสร้างกฎเกณฑ์ รูปแบบเก่งบริหารจัดการ รูปแบบมองภาพรวม รูปแบบมองเฉพาะเจาะจง รูปแบบมุ่งตนเอง และรูปแบบอนุรักษ์นิยม และค่าเฉลี่ยของรูปแบบการคิดของเยาวชนที่ศึกษาในประเภทของโรงเรียนที่ต่างกันนั้นแตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญ .05 ในรูปแบบทำหลายอย่างพร้อมกัน รูปแบบจัดสรรขาดระเบียบ รูปแบบเก่งบริหารจัดการ รูปแบบมองภาพรวม รูปแบบมองเฉพาะเจาะจง รูปแบบมุ่งตนเองและรูปแบบอนุรักษ์นิยม |
| บรรณานุกรม | : |
น้ำเพชร ช่วงทอง . (2548). การวิเคราะห์รูปแบบการคิดของเยาวชนไทย.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. น้ำเพชร ช่วงทอง . 2548. "การวิเคราะห์รูปแบบการคิดของเยาวชนไทย".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. น้ำเพชร ช่วงทอง . "การวิเคราะห์รูปแบบการคิดของเยาวชนไทย."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548. Print. น้ำเพชร ช่วงทอง . การวิเคราะห์รูปแบบการคิดของเยาวชนไทย. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2548.
|
