ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษากุฎาคารในสมัยรัตนโกสินทร์

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษากุฎาคารในสมัยรัตนโกสินทร์
นักวิจัย : อาทิตย์ ลิ่มมั่น
คำค้น : กุฎาคาร -- ไทย , กุฎาคารทรงมณฑป , กุฎาคารทรงมงกุฎ , สถาปัตยกรรมพุทธศาสนา -- ไทย
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ภิญโญ สุวรรณคีรี , แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, ม.ร.ว. , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : 9745326267 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/6744
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (สถ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548

วัตถุประสงค์ในการศึกษาวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เพื่อศึกษาถึงที่มาของกุฎาคารในประเทศไทย โดยจะเน้นศึกษาอาคารถาวรที่มีการใช้งานเป็นหลัก การศึกษาแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือ กุฎาคารในสถาบันพระมหากษัตริย์ และกุฎาคารในสถาบันศาสนา ข้อมูลจากการศึกษานำมาพิจารณาแยกเป็นหัวข้อดังนี้คือ มูลเหตุในการสร้างและประวัติความเป็นมา ที่ตั้ง รูปแบบสถาปัตยกรรม วัสดุก่อสร้าง การประดับตกแต่ง และโครงสร้าง จากการศึกษา พบว่ากุฎาคารมีที่มาจากศาสนสถาน ในประเทศอินเดีย มีการเผยแพร่อิทธิพลทางศาสนาเข้ามาสู่อาณาจักรทางด้านใต้ของประเทศไทย ก่อนจะส่งอิทธิพลสู่เขมร ต่อมาในสมัยอยุธยาเมื่อไทยมีอำนาจเหนือเขมรได้รับเอาคติสมมติเทวราชมาใช้เปรียบพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ และยังได้รับเอารูปแบบของอาคารดังกล่าวมาใช้เพื่อส่งเสริมพระราชฐานะขององค์พระมหากษัตริย์ การสร้างกุฎาคารในสมัยอยุธยา ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่มีลักษณะเป็นปราสาทแบบขอมที่ทำจากหิน ให้เป็นแบบทรงมณฑปทำจากไม้เพื่อสอดคล้องกับทรัพยากรและความชำนาญของช่างไทย โดยยังคงคติความเชื่อไว้เช่นเดิม ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นมีการสร้างกุฎาคารสืบต่อกันมา กุฎาคารในสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างตามแบบแผนสืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ในเขตของพระราชวัง มีรูปแบบเป็นทรงมณฑป การประดับตกแต่งส่วนใหญ่จะเป็นไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจกสี ส่วนของโครงสร้างตัวอาคารจะเป็นผนังรับน้ำหนัก ส่วนยอดจะเป็นโครงสร้างไม้สามารถสร้างอาคารที่มีช่วงกว้างได้มาก โดยมุมทั้งสี่ของอาคารจะเป็นส่วนที่รับน้ำหนักจากยอดและหลังคา กุฎาคารในสถาบันศาสนา จะตั้งอยู่ในแนวแกนสำคัญของวัด โดยในช่วงต้นจะทำเป็นทรงมณฑป ต่อมาจึงมีการสร้างเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น ทรงปรางค์ ทรงมงกุฎ และทรงพระเกี้ยว เป็นต้น แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ของผู้สร้าง การประดับตกแต่งอาคารจะใช้กระเบื้องเคลือบตกแต่งเป็นส่วนใหญ่ โครงสร้างของอาคารจะเป็นผนังรับน้ำหนักหนาและทึบตันกว่ากุฎาคารในสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อรับน้ำหนักของเครื่องยอดที่เป็นการก่ออิฐถือปูนเช่นเดียวกับตัวอาคาร ส่งผลให้ที่ว่างภายในอาคารมีลักษณะแคบ ผลที่ได้จากการศึกษา แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของรูปแบบสถาปัตยกรรมทีมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ยังคงคติความเชื่อในการสร้างอยู่เช่นเดิม ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญหลักในการสร้างอาคาร สุดท้ายนี้หวังว่าวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ และเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยขั้นต่อไปในอนาคต เพื่อให้สถาปัตยกรรมไทยคงอยู่คู่กับประเทศต่อไป

บรรณานุกรม :
อาทิตย์ ลิ่มมั่น . (2548). การศึกษากุฎาคารในสมัยรัตนโกสินทร์.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อาทิตย์ ลิ่มมั่น . 2548. "การศึกษากุฎาคารในสมัยรัตนโกสินทร์".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อาทิตย์ ลิ่มมั่น . "การศึกษากุฎาคารในสมัยรัตนโกสินทร์."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548. Print.
อาทิตย์ ลิ่มมั่น . การศึกษากุฎาคารในสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2548.