| ชื่อเรื่อง | : | พฤติกรรมการออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลาง : กรณีศึกษา บริษัท วังทองกรุ๊ป จำกัด |
| นักวิจัย | : | จารณี บุญยะพงศ์ไชย |
| คำค้น | : | การประหยัดและการออม , ความต้องการถือเงิน , สินเชื่อที่อยู่อาศัย |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | มานพ พงศทัต , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2545 |
| อ้างอิง | : | 9741720777 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/6571 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (คพ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545 ก่อนซื้อบ้านผู้ซื้อจะต้องมีเงินออมจำนวนหนึ่ง เพื่อนำมาชำระเป็นเงินทำสัญญา และเงินผ่อนดาวน์ดังนั้นการศึกษา จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมการออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลาง รูปแบบการออม และปัจจัยที่มีผลต่อการออม โดยเลือกใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ กรณีศึกษาบริษัท วังทองกรุ๊ป จำกัด มีกลุ่มผู้ซื้อบ้านและโอนกรรมสิทธิ์ในระหว่างปี 2544-2545 จำนวนประชากร 1,000 ราย โดย อิงหลักเกณฑ์ทางสถิติ ของ Herbert Arkin Raymond R.Colton ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% จำนวนกลุ่ม ตัวอย่าง 244 ราย ผลจากการสำรวจได้รับข้อมูลจำนวน 254 ราย จากการศึกษาพบ 2 ใน 3 ของผู้ซื้อบ้านมีการวางแผนออมก่อนซื้อ โดยเมื่อมีความพร้อมระดับหนึ่งจะเริ่มตัดสินใจซื้อ พบร้อยละ 41.1 ของกลุ่มตัวอย่างที่ผ่อนบ้านด้วยเงินเพียง 20% ของรายได้ครอบครัว ผลต่างของดอกเบี้ยที่ปรับลดลง 5% ทำให้ผู้ซื้อมีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้น 30% แต่จากผลการศึกษาพบว่าผู้ซื้อร้อยละ 91.7 ตัดสินใจซื้อบ้านในระดับราคาที่ไม่เกินความสามารถในการจ่ายของตน โดยผลของอัตราดอกเบี้ยทำให้ผ่อนบ้านลดลง การออมของกลุ่มตัวอย่างไม่ได้หมายเพียงการฝากเงินไว้กับธนาคารแต่การออมมีนัยยะถึงการออมในระบบ และการออกนอกระบบ พบว่า การซื้อบ้านซึ่งเป็นการออมนอกระบบเป็นทางเลือกในการออมอันดับสองรองจากการฝากเงินไว้กับธนาคาร นอกจากนี้พบว่าผู้มีรายได้ประจำ โดยมากจะเลือกการออมในระบบและเป็นการออมในระยะยาวเช่น ออมทรัพย์ในรูปของประกันชีวิต กองทุน ขณะที่ผู้มีรายได้ไม่ประจำจะมีการออมในระยะสั้น เนื่องจากต้องการถือเงินสดเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน จึงนิยมออมโดย การเล่นแชร์ การซื้อทอง โดยวัตถุประสงค์ของการออมลำดับแรกออมเพื่อเป็นรายจ่ายในอนาคต ร้อยละ 29.9 และร้อยละ 24.4 ออมเพื่อต้องการซื้อบ้าน เป็นอันดับต่อมา สัดส่วนของการใช้เงินออมในการซื้อบ้าน พบว่า ผู้ซื้อบ้านจะใช้เงินออมในการจ่ายดาวน์และจะใช้รายได้ปัจจุบันในช่วงของการผ่อนเงินกู้กับธนาคาร การซื้อบ้านเป็นการสร้างหลักทรัพย์ แต่การซื้อบ้านเงินส่วนใหญ่จะมาจากเงินกู้ หรือ กล่าวคือการใช้เงินออมของผู้อื่นๆ ดังนั้น การซื้อบ้านจึงเป็นทั้งการออมและเป็นรายจ่าย โดยเฉพาะช่วง 5 ปีแรกของการผ่อนบ้านกับสถาบันการเงิน ร้อยละ 75 ของเงินผ่อนคือค่าดอกเบี้ย บทสรุปที่พบจากการวิจัยในครั้งนี้พบว่าจุดสำคัญของการซื้อบ้านจะต้องมีเงินออมและผู้ซื้อบ้านระดับราคาปานกลางยังเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการซื้อและเป็น Real Demand หากสามารถสร้างความสอดคล้องให้เกิดขึ้นระหว่างอุปสงค์และอุปทานจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะการมีบ้านเป็นความมั่นคงในชีวิตและการที่ผู้ประกอบการผลิตที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับกำลังซื้อโดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายผู้ซื่อที่อยู่อาศัยระดับราคา 800,000 - 3,000,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นกลางของประเทศ และยังคงเป็น Market segmention ที่สำคัยของตลาดการพัฒนาอสังหริมทรัพย์ |
| บรรณานุกรม | : |
จารณี บุญยะพงศ์ไชย . (2545). พฤติกรรมการออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลาง : กรณีศึกษา บริษัท วังทองกรุ๊ป จำกัด.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จารณี บุญยะพงศ์ไชย . 2545. "พฤติกรรมการออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลาง : กรณีศึกษา บริษัท วังทองกรุ๊ป จำกัด".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จารณี บุญยะพงศ์ไชย . "พฤติกรรมการออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลาง : กรณีศึกษา บริษัท วังทองกรุ๊ป จำกัด."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545. Print. จารณี บุญยะพงศ์ไชย . พฤติกรรมการออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลาง : กรณีศึกษา บริษัท วังทองกรุ๊ป จำกัด. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2545.
|
