| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาตำแหน่ง และแนวการยิงลวดยึดตรึงกระดูกไหปลาร้าส่วนปลายในศพ |
| นักวิจัย | : | เอกกมล ธรรมโรจน์ |
| คำค้น | : | Clavicle , Insertion point , Intramedullary pinning , กระดูกไหปลาร้า , การยิงลวดยึดตรึงกระดูก , ตำแหน่ง |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2550 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=TRG4580018 , http://research.trf.or.th/node/1708 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วัตถุประสงค์: โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาตำแหน่งที่แม่นยำ และแนวการยิงลวดยึดตรึงกระดูกไหปลาร้าส่วนปลายหัก รูปแบบการวิจัย: การศึกษาทดลองในศพดอง สถานที่ทำวิจัย : ห้องปฏิบติการกายวิภาคศาสตร์ การประเมินหลัก : ตำแหน่ง และแนวที่ใช้ในการยิงลวดยึดตรึงกระดูกไหปลาร้าส่วนปลายในศพดอง ระเบียบวิธีวิจัย : โครงการวิจัยนี้ใช้ชิ้นส่วนของศพดองบริเวณไหล่ 32 ตัวอย่าง โดยการเจาะรูที่บริเวณขอบกระดูกด้านหลัง ส่วนกลางของกระดูกไหปลาร้าให้มีขนาดกว้างเพียงพอที่จะทำการยิงลวดยึดตรึงกระดูกขนาด 2 มม. เข้าไปในโพรงกระดูกส่วนปลายของกระดูกไหปลาร้าได้โดยอิสระ เมื่อทำการยิงลวดยึดตรึงกระดูก ขนาด 2 มม. จนทะลุที่ผิวกระดูกด้านบนของกระดูกอะโครเมียล เราจะวัดตำแหน่งที่ลวดยึดตรึงโผล่ขึ้นบริเวณผิวกระดูกอะโครเมียลเป็นสัดส่วน และวัดมุมของลวดยึดตรึงกระดูกโดยเทียบกับเส้นอ้างอิง (เส้นที่ลากจากปุ่มกระดูกไหปลาร้าส่วนปลายด้านใน ไปยังมุมกระดูกด้านหน้าของกระดูกอะโครเมียล) หลังจากนั้นจะถอนลวดยึดตรึงออก แล้วทำการยิงลวดยึดตรึงกระดูกเข้าไปใหม่โดยการสุ่มยิงแล้วทำการวัดโดยกระบวนการเดิมซ้ำ โดยจะทำการยิงและวัดซ้ำจนกระทั่งกระดูกอะโครเมียลหัก และบันทึกจำนวนครั้งของการยิงซ้ำที่ทำให้กระดูกหัก ผลการวิจัย : ข้อมูลของการยิงลวดยึดตรึงกระดูกจำนวน 304 ครั้งใน 32 ตัวอย่างพบว่าอัตราส่วนของระยะจากขอบหน้าของกระดูกอะโครเมียลหารด้วยความยาวของกระดูกอะโครเมียลเท่ากับ 0.325+0.04 อัตราส่วนของระยะจากขอบด้านนอกของกระดูกอะโครเมียลเท่ากับ 0.397+0.09 ส่วนแนวการยิงลวดยึดตรึงเมื่อเทียบกับเส้นอ้างอิงในระนาบหน้าหลังเท่ากับ 14.59+4.34 และในแนวระดับเท่ากับ 7.69+3.04 จากการวิเคราะห์ระยะปลอดเหตุการณ์พบว่า อัตรารอดของกระดูกอะโครเมียลจากการหักเนื่องจากการยิงซ้ำ 8 และ 10 ครั้งเท่ากับ 0.72 (ช่วงความเชื่อมั่นที่ 95% คือ 0.53-0.84) และ 0.41 (ช่วงความเชื่อมั่นที่ 95% คือ 0.24-0.57) ตามลำดับ วิจารณ์และสรุป: การยิงลวดยึดตรึงกระดูกโดยไม่เปิดแผลเป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดในการรักษากระดูกไหปลาร้าส่วนปลายหัก หรือการเคลื่อนหลุดของของระหว่างกระดูกอะโครเมียลและกระดูกไหปลาร้า ผลการวิจัยพบว่าตำแหน่งที่ใช้ในการยิงลวดยึดตรึงกระดูกโดยการวัดเป็นอัตราส่วนคือ 0.325 ของความยาวของกระดูกอะโครเมียล และ 0.397 ของความกว้างของกระดูกอะโครเมียล และ 0.397 ของความกว้างของกระดูกอะโครเมียล ถ้าใช้ลวดยึดตรึงขนาด 2 มม. ในการยึดตรึงไม่ควรยิงลวดยึดตรึงซ้ำเกิน 8 ครั้ง เพราะอัตราเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกอะโครเมียลหักจะเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว Objective: The purpose of this study is to identify the optimal pin insertion point for distal clavicle fixation. Design: Cadaveric study. Setting: Medical school anatomy laboratory. Main Outcome Measure: Optimal pin insertion point and its direction for distal clavicle fixation in embalmed cadaveric shoulders. Methods: Thirty-two embalmed cadaveric shoulders were used in this study. We created the hole at the posterior two-third of mid clavicle about 1.5 cm. from conoid tubercle. The hold was created as wide as we can freely retrogradely drilled into the medullary canal of distal clavicle. A 2.0-millimeters Kirschner wire was retrogradely drilled until it penetrated the acromian. We recorded the emerging point of K-wire in ratio scales and the angle of K-wire compared with the reference line, line from superior tubercle of clavicle to anterior angle of acromian. After the data of first drilling was recorded, K-wire was removed and randomly repeatedly drilled in the same specimen until the acromian was fracture. The number of drilling was recorded. The specimens were processed in the same procedures. Results: The data of 304 drilling-counts of 32 specimens shown that the length of sagittal pin inserting point from anterior border of acromian divided by acromian length were 0.325+0.4. The length of coronal pin inserting point from distal border of acromian divided by acromial width was 0.397+0.09. The angles of K-wire compared with reference line were 7.69+3.04 and 14.59+4.34 degree in coronal and horizontal plane respectively. According to the survival analysis, the incidence density was 0.11 (95%CI:0.072-0.15) samples-counts. The survival rate at 8 and 10 drilling-times were 0.72 (95%CI: 0.53-0.84) and 0.41 (95%CI: 0.24-0.57) respectively. Discussion and Conclusion: Closed pinning is one of the most common fixation methods, which used for the fracture of distal clavicle and acromioclavicular joint dislocation. This study suggested that the insertion point for closed pinning in ratio scale of acromial length and width were 0.325 and 0.397 respectively. If the 2.0 millimeters K-wire was used for fixation, it should not be drilled more than 8 times because the risk of acromial fracture was suddenly high. |
| บรรณานุกรม | : |
เอกกมล ธรรมโรจน์ . (2550). การศึกษาตำแหน่ง และแนวการยิงลวดยึดตรึงกระดูกไหปลาร้าส่วนปลายในศพ.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. เอกกมล ธรรมโรจน์ . 2550. "การศึกษาตำแหน่ง และแนวการยิงลวดยึดตรึงกระดูกไหปลาร้าส่วนปลายในศพ".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. เอกกมล ธรรมโรจน์ . "การศึกษาตำแหน่ง และแนวการยิงลวดยึดตรึงกระดูกไหปลาร้าส่วนปลายในศพ."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550. Print. เอกกมล ธรรมโรจน์ . การศึกษาตำแหน่ง และแนวการยิงลวดยึดตรึงกระดูกไหปลาร้าส่วนปลายในศพ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2550.
|
