| ชื่อเรื่อง | : | เครือข่ายการสื่อสารกับศักยภาพการดำรงอยู่ของชุมชน ศึกษากรณีตำบลทุ่งขวาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี |
| นักวิจัย | : | สมสุข หินวิมาน |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2549 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4540014 , http://research.trf.or.th/node/1297 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | งานวิจัยเรื่อง ‘เครือข่ายการสื่อสารกับศักยภาพการดำรงอยู่ของชุมชน: ศึกษากรณีบ้านทุ่งขวาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี’ มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามว่า เครือข่ายการสื่อสารมีผลต่อการดำรงอยู่และความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของชุมชนหมู่บ้านทุ่งขวาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี อย่างไร และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น โดยอาศัยแนวคิดเรื่องกลุ่มและเครือข่ายการสื่อสาร และแนวคิดเรื่อง การดำรงอยู่ของวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นแนวทางการเข้าสู่ปัญหา ในขณะเดียวกัน โครงการวิจัยก็อาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งจากการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมกับวิถีชีวิตชุมชน การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ การใช้วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์บอกเล่า การทำกิจกรรมการสนทนากลุ่มชาวบ้าน และการทดลองภาคสนาม จากการตรวจสอบบริบทต่าง ๆ ของชุมชนทุ่งขวาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี พบว่า ในแง่ปัจจัยภายนอก หรือในท่ามกลางแรงปะทะกับพลังความทันสมัยจากโลกภายนอกนั้น ตัวแปรหลักในการดำรงอยู่ของชุมชนนี้ก็คือ การที่ชาวบ้านพยายามต่อสู้เพื่อรักษามิติทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจของชุมชนหมู่บ้านเอาไว้ ในขณะเดียวกัน สำหรับในเชิงปัจจัยภายในแล้ว การดำรงอยู่ของชุมชนทุ่งขวางจะดำเนินไปภายใต้ความขัดแย้งในมิติทางการเมือง แต่กระนั้น ชาวบ้านก็ได้อาศัยกลไกหลายประการ เพื่อลดทอนความขัดแย้งดังกล่าวลง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างจิตสำนึกร่วมกันในมิติทางประวัติศาสตร์ การใช้มิติทางสังคมของระบบเครือญาติและการเป็นสังคมปิด การผสมผสานและผลิตคุณค่าความหมายร่วมกันในเชิงวัฒนธรรม และการเสริมความเข้มแข็งของกลไกการสื่อสารเพื่อเชื่อมร้อยความหมาย/ความรู้สึกร่วมกันของชุมชน ทั้งนี้ เพื่อให้บ้านทุ่งขวางสามารถธำรงรักษาพื้นที่ อัตลักษณ์ และศักดิ์ศรีของชุมชนให้สืบสานต่อไปได้ ในขณะเดียวกัน สำหรับในแง่การสื่อสารของบ้านทุ่งขวางนั้น ทีมวิจัยพบว่า วัฒนธรรมกลุ่มอันหลากหลาย มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำรงอยู่ของชุมชนดังกล่าว ทั้งนี้ เมื่อทีมวิจัยลงมือวิเคราะห์เครือข่ายการสื่อสารหลักสามกลุ่มคือ สภากาแฟ กลุ่มจักสานไม้ไผ่ และเครือข่ายกิจกรรมของวัดทุ่งขวาง ยังได้พบเพิ่มเติมว่า นอกจากเครือข่ายทั้งสามนี้จะขยายช่องทางการสื่อสารทั้งระดับภายในและภายนอกชุมชนแล้ว การประสานการทำงานกันของเครือข่ายการสื่อสารที่มีรากต้นทุนทางวัฒนธรรมมาจากอดีตดังกล่าว ยังทำให้ชาวบ้านทุ่งขวางมีพื้นที่การสื่อสารสำหรับทุกเพศ/ทุกวัย/ทุกกลุ่มการเมือง มีช่องทางการสื่อสารที่ข้ามกันระหว่างกลุ่มหรือเครือข่าย มีเวทีการสื่อสารทั้งทางโลกและทางธรรม มีกระบวนการสื่อสารที่เกิดขึ้นเป็นประจำ/ทุกวัน/ตามวาระโอกาส มีแบบแผนการสื่อสารที่หลากหลาย ทั้งแนวตั้ง/แนวนอน เชิงรุก/เชิงรับ การสื่อสารทางเดียว/สองทาง การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม และรูปแบบการสื่อสารในหลาย ๆ ระดับ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวิเคราะห์ไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างการประสานการทำงานของเครือข่ายการสื่อสารทั้งสามกับศักยภาพการดำรงอยู่ของชุมชนแล้ว จะเห็นได้ว่า การมีเครือข่ายและแบบแผนการสื่อสารที่หลากหลายนี้ นอกจากจะทำให้ชาวบ้านมีทางเลือกที่หลากหลายในการสื่อสารให้เหมาะสมกับเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปแล้ว เครือข่ายทั้งสามนี้ยังมีบทบาทหน้าที่สำคัญ ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับสังคม ตั้งแต่บทบาทหน้าที่ในการจัดการข้อมูลข่าวสารภายใน/ภายนอกชุมชน บทบาทหน้าที่ในการจัดการความขัดแย้งทางสังคม บทบาทหน้าที่ในการสร้างและกระชับสายสัมพันธ์ทางสังคม และบทบาทหน้าที่ในการผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอัตลักษณ์/ศักดิ์ศรีแห่งชุมชน อย่างไรก็ดี แม้ว่าการประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายการสื่อสารสามกลุ่ม จะมีผลต่อการดำรงอยู่ของชุมชนทุ่งขวาง แต่ผลดังกล่าวก็เน้นไปที่ระดับสังคม วัฒนธรรม และการเมืองเป็นหลัก มากกว่าจะส่งผลต่อการดำรงอยู่ในเชิงเศรษฐกิจของชุมชนหมู่บ้าน This research project aims to explain how and why a communication network influences persistence and changes in Toongkwang village community politically, socially, culturally and economically. Adopting the concepts of communication network and local community existence, the project ethnographically examines Toongkwang villagers’ social life -- using a participation observation technique, conducting interviews with key informants, doing an oral history of the village community, operating a focus group interview of rural inhabitants, and performing a field experiment in the village. The research project begins to investigate a socio-cultural context of the Toongkwang community life. In relation to an exogeneous factor, whilst the process of modernisation has continued to invade rural dwellers’ ways of life, these people attempt to sustain their village community geographically and economically. Nonetheless, as for the endogeneous factor, despite certain political conflicts in the community, peasants adopt various mechanisms to lessen tensions between political groups or cliques. Historically, they generate shared and collective memory about the village community. Socially, kinship and a state of closed society bind together villagers and their social life. Culturally, rice farmers articulate values and meanings in everyday life and community rituals. And, importantly, these rural people use communication apparatuses to strengthen shared meanings and feelings, so that they can perpetuate their community’s space, identity and power. Exploring further Toongkwang’s communication practices, the research project found that an interconnection between the three networks of the local coffee shop, the bamboo craft women’s group, and the village’s Buddhist temple, functions to enhance an existence of the rural village community. With their long history and cultural roots from the past, the three networks provide a communication space for people with different gender, ages and political cliques. The networks also work in both sacred and secular spaces, as well as at the regular, daily and occasional levels. These networks vary according to different patterns of communication – vertical and horizontal, active and passive, one-way and two-way, participatory, and so on. With the variety of communication networks, rural villagers have various choices of social interaction in different conditions. Furthermore, the networks significantly function, at both the individual and community levels, to manage information flows within the village and from the outside world, to dilute social conflicts and tensions, to generate and strengthen social organic bonds, and to reproduce Toongkwang’s identity and power. However, the research project reveals that although communication network practices influence the existence of the village community, they emphasise more social, cultural and political than economic aspects. |
| บรรณานุกรม | : |
สมสุข หินวิมาน . (2549). เครือข่ายการสื่อสารกับศักยภาพการดำรงอยู่ของชุมชน ศึกษากรณีตำบลทุ่งขวาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สมสุข หินวิมาน . 2549. "เครือข่ายการสื่อสารกับศักยภาพการดำรงอยู่ของชุมชน ศึกษากรณีตำบลทุ่งขวาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สมสุข หินวิมาน . "เครือข่ายการสื่อสารกับศักยภาพการดำรงอยู่ของชุมชน ศึกษากรณีตำบลทุ่งขวาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print. สมสุข หินวิมาน . เครือข่ายการสื่อสารกับศักยภาพการดำรงอยู่ของชุมชน ศึกษากรณีตำบลทุ่งขวาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.
|
