ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการวิจัย เรื่อง ระบบและกลไกเพื่อการบริหารจัดการทุนเพื่อการพัฒนา

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการวิจัย เรื่อง ระบบและกลไกเพื่อการบริหารจัดการทุนเพื่อการพัฒนา
นักวิจัย : อมรา พงศาพิชญ์
คำค้น : -
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4340027 , http://research.trf.or.th/node/1137
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

กรณีศึกษา : มูลนิธิ/สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา โครงการศึกษาวิจัย “ระบบและกลไกเพื่อการบริหารจัดการทุนเพื่อการพัฒนากรณีศึกษา : มูลนิธิ/สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เป็นการศึกษาเพื่อสรุปบทเรียน และสังเคราะห์องค์ความรู้จากประสบการณ์ของกองทุนที่ก่อตั้งโดยเอกชนในรูปมูลนิธิ โดย “ กองทุน “ มูลนิธิ/สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาได้รับเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาต่างประเทศ คือ CIDA ( Canadian International Development Agency ) จำนวนประมาณ 151 ล้านบาทสำหรับบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาในระหว่างปี 2534 – 2541 จากการศึกษาวิจัยพบว่าลักษณะเด่นของ มูลนิธิ/สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ก็คือ การกำหนดวิสัยทัศน์ที่เป็นการพัฒนาคนและชุมชนเป็นหลัก ในโครงการระบุให้พัฒนาชุมชนผู้ด้อยโอกาสผ่านองค์พัฒนาเอกชนระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานสำคัญของสังคม แนวคิดคือ พัฒนา 2 กลุ่มนี้ ให้เกิดการเรียนรู้จนสามารถกำหนดแผนในการดำเนินชีวิตของตนเองได้ และแนวทางในกาบริหารทุนที่มีประโยชน์ต่อการทำงาน คือ การให้กลไกในพื้นที่มีชื่อย่อว่า PRC ( Project Review Committee ) ซึ่งรู้ปัญหาหนทางแก้ไขและใกล้ชิดที่สุดเป็นหน่วยพิจารณาการสนับสนุน ผลที่ได้รับนอกจากทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาของพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ตัว PRC และผู้ร่วมในกระบวนการยังได้เรียนรู้เหตุและผลของการดำเนินงานว่ากิจกรรม/โครงการใดเหมาะสม ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และใครบ้างที่ควรเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้สามารถใช้ปัจจัย ทรัพยากร และเวลาในแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากที่สุด ปัจจัยหลักในการเอื้อต่อความสำเร็จในการบริหารของกองทุนนี้มี 3 ระดับ 1. ระบบและกลไกในส่วนกลาง : มูลนิธิ/สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ซึ่งเป็นกลไกในส่วนกลางของกองทุนยังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ คณะกรรมการชุดต่างๆ และ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ในส่วนของคณะกรรมการมีทั้งหมด 4 ชุดคือ คณะกรรมการมูลนิธิ และในส่วนของสถาบันซึ่งเป็นกลไกในการทำงานมี 3 ชุด คือ คณะกรรมการอำนวยการ ( Board of Trustee – BOT ) คณะกรรมการบริหารโครงการ ( Project Steering Comminute – PSC ) และคณะกรรมการบริหารสถาบัน ( Executive Committee – EC ) คณะกรรมการทำงานรับผิดชอบโดยแบ่งหน้าที่ในการดูแลการทำงาน และร้อยรัดกรรมการชุดต่างๆ เข้าด้วยการกำหนดตำแหน่งของคณะกรรมบางชุดให้มีตำแหน่งในอีกชุดหนึ่งเพื่อส่งผ่านเรื่องราวสำคัญๆ เป็นทอดๆ ส่วนผู้ปฏิบัติงานในส่วนกลาง ส่วนใหญ่มีบทบาทและหน้าที่ในการประสานกับกลไกในส่วนภูมิภาค ซึ่งได้ แก่ กป/อพช. และ PRC ของแต่ละภาคเพื่อเป็นการเชื่อมต่อกรรมการชุดต่างๆ ให้ทราบปัญหาและนำนโยบายส่วนกลางลงไปแลกเปลี่ยนบอกเล่าแก่พื้นที่ และมีหน้าที่ในการพัฒนากลไก กป/อพช. และผู้นำท้องถิ่นให้เข้มแข็งพอที่จะไปช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ 2. คณะกรรมการประสานงาน องค์กรพัฒนาเอกชน ( กป/อพช. ) เป็นส่วนประสานงาน NGO ระดับรากหญ้าที่ทำงานพัฒนาในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 200 องค์กร โดยแยกการประสานงานเป็นภาค 4 ภาค คือ ภาคเหนือ มีสำนักงานที่จังหวัดเชียงใหม่ ภาคอีสานมีสำนักงานที่จังหวัดขอนแก่น ที่ภาคกลางมีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี และภาคใต้อยู่ที่จังหวัดสงขลา กป/อพช. เป็นกลไกสำคัญที่สุดของการบริหารรองจากคณะกรรมการพิจารณาโครงการ หรือ PRC เพราะจะเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ และผดักดันให้เกิดกิจกรรมการพัฒนาที่สอดคล้องและเหมาะสมกับวิถีชีวิตในท้องถิ่น นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะกรรมการพิจารณาโครงการ หรือที่เรียกชื่อย่อว่า PRC ( Project Review Committee ) เป็นกุญแจ ดอกที่ไขไปสู่การปฏิบัติทั้งหมดในระบบและกลไก จึงถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่งของกลไก PRC ประกอบด้วย เบญจภาคี คือ NGO ผู้นำชุมชน นักวิชาการ นักธุรกิจ และราชการ โดยมีสัดส่วนและจำนวนตามความต้องการของ กป/อพช. แต่ละภาค จำนวน PRC อยู่ระหว่าง 9-13 คน มีหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรองโครงการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของแต่ละภาค โดยมีทีมติดตามผล และประเมินผลของแต่ละภาค เป็นผู้ช่วย PRC ในการนิเทศงานแก่ NGO/PO ที่ดำเนินโครงการตลอดจนประเมินผลของโครงการ เพื่อเสนอแก่ PRC และ NGO 3. ผู้นำชุมชนและชุมชน เป็นกลไกสุดท้ายในระดับล่างสุดที่เป็นผู้ร่วมโครงการการพัฒนา และเป็นผู้ร่วมในการเสนอโครงการ แผนงาน ตลอดจนร่วมมือในการใช้งบประมาณจากกองทุนให้มีสิทธิภาพมากที่สุด ผลพวงของกิจกรรมโครงการต่างๆ ได้ส่งให้เกิดเครือข่ายในระดับภูมิภาค เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ มากมาย มูลนิธิ/สถาบันฯ ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2534 และได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 151 ล้านบาท จาก CIDA ซึ่งการที่ กองทุนมีเงินก้อนใหญ่สนับสนุน ทำให้เกิดความมั่นคง กลไกต่างๆ สามารถวางแผนการทำงานและการใช้งบประมาณได้ชัดเจน ไม่ต้องเสียเวลาหรือสั่นคลอนด้านเงินทุน และไม่ต้องเผชิญกับการขาดความต่อเนื่องด้านเงินทุน แต่ปัญหาที่มูลนิธิ/สถาบันฯ ประสบคือ การที่กองทุนมีระยะเวลาจำกัด จำเป็นต้องใช้เงินทุนตามระยะเวลา นอกจากนี้การที่มีเงินทุนแน่นอนอาจเป็นปัญหาที่คณะทำงานไม่มีการวางแผนการระดมทุนเพิ่มเติมอย่างเป็นรูปธรรม ลักษณะการใช้เงินจากกองทุนมี 2 ลักษณะคือ 1. การสนับสนุนโครงการแบบให้เปล่า ( Grant ) และการให้เป็นเงินกู้ ( Loan ) ในปี พ.ศ. 2541 ตอนปิดโครงการ CIDA มูลนิธิ/สถาบันฯ ใช้เงินที่เป็นให้เปล่าจำนวน 51% และเป็นเงินกู้ประมาณ 20.4% ส่วนที่เหลือเป็นเงินค่าบริหารจัดการ การวิจัย การจัดทำศูนย์ข้อมูลและพิมพ์หนังสือ ซึ่งงบประมาณที่เหลืออยู่หลังจากที่จบโครงกรกับ CIDA คือ ก้อนที่เป็นเงินกู้ จำนวน 30.8 ล้านบาท ( 20% ของเงินทั้งหมดที่ CIDA และคณะกรรมการบริหารโครงการ ( PSC ) ได้อนุมัติเงินกู้จำนวน 30.8 ล้านบาท ที่จะหมุนเวียนกับมาที่มูลนิธิ/สถาบัน เพื่อเป็น endowment ให้กับกองทุนนี้ต่อไป โดยมีเงื่อนไขว่าให้คงเงินต้นไว้ แต่ให้ใช้ดอกผลเท่านั้น ในช่วงของ CIDA มูลนิธิ/สถาบันฯ ได้เขียนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เสนอของบประมาณจากมูลนิธิฟอร์ดได้จำนวน 19 ล้านบาท นับเป็นเงินก้อนเดียวที่ขอจากแหล่งทุนอื่น 2. มูลนิธิ/สถาบันฯ ได้มีการพัฒนาการในการจัดการกองทุน โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ระยะแรก การพิจารณาอนุมัติโครงการอยู่ในส่วนกลาง ( พ.ศ. 2534 – 2537 ) ถึงแม้ว่าคณะกรรมการพิจารณาเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Grant ) มาจากตัวแทนพหุภาคี คือ NGO ผู้นำชุมชน นักวิชาการ นักธุรกิจ และภาคราชการ แต่เนื่องจากมีกรรมการเพียงชุดเดียวที่ต้องพิจารณาโครงการต่างๆ จากทั่วประเทศ ทำให้การพิจารณาเกิดผลล่าช้า และบางครั้ง PRC ส่วนกลางไม่มีข้อมูลจากภูมิภาคทำให้การพิจารณาโครงการไม่ชัดเจน จึงได้เปลี่ยน PRC ไปสู่ภูมิภาคในระยะที่ 2 ระยะที่ 2 การพิจารณาอนุมัติโครงการอยู่มนส่วนภูมิภาค ( พ.ศ. 2537 – 2540 ) กป/อพช. แต่ละภาคจะคัดสรร PRC ของตนเอง ทำให้เกิดการประสานงานของเบญจภาคี ที่เข้ามาช่วยพิจารณากลั่นกรองโครงการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของแต่ละภาค ด้วยมุมมองต่างๆ ที่รอบด้าน เกิดการเรียนรู้และการหนุนช่วยซึ่งกันและกัน จนเกิดโครงการที่มีผลต่อการพัฒนาที่ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพ นับเป็นก้าวกระโดดของการบริหารเงินทุนเพื่อการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริง ระยะที่ 3 เป็นระยะที่หมดโครงการกับ CIDA แล้ว ( 2541 – ปัจจุบัน ) มูลนิธิ/สถาบันฯ ได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มูลนิธิพัฒนาไทและ Canada Fund เป็นต้น ในการกระจายเงินทุนไปสู่ NGO และชุมชนในรูปแบบโครงการร่วม ซึ่งไม่มีนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ระบบ กลไกของ PRC ที่เตยใช้ในช่วงโครงการร่วมกับ CIDA ผลลัพธ์และผลกระทบของกิจกรรม มูลนิธิ/สถาบันฯ ได้ดำเนินกิจกรรมมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 10 ปีพอดี ผลงานที่ได้รับเมื่อเทียบกับงบประมาณและทรัพยากรที่ได้ทุ่มเทเวลาไป นับว่ามีคณูปการมากมายดังนี้ 1. การพัฒนากลไกภาค มีกิจกรรมการพัฒนา NGO อย่างเป็นระบบจน NGO สามารถพัฒนาตนเอง โดยการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาชุมชน แม้ว่าปัจจุบัน NGO ส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาเงินทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนอยู่อีก แต่ก็มีหลายองค์กรที่สามารถให้คำปรึกษาด้านการบริหารธุรกิจชุมชน จัดการฝึกอบรมให้กับชุมชน ราชการ และเป็นที่ศึกษาดูงานของหน่วยงาน / ผู้นำชุมชนจากประเทศเพื่อนบ้าน การที่ NGO ยังไม่สามารถพึ่งตนเองได้ เพราะมีปัจจัยตัวแปรต่างๆ ที่กระทบในโครงการ เช่น การที่เงินช่วยเหลือเป็นเงินก้อนเล็ก ( ส่วนใหญ่ประมาณ 300,000 บาท ) และเป็นโครงการปีต่อปีนั้น ทำให้ NGO บางแห่งไม่สามารถสานต่องานให้เสร็จภาระกิจได้ อย่างไรก็ดี NGO และองค์กรชุมชนต่างๆ ได้เกิดผู้นำและเกิดเครือข่ายต่างๆ ขึ้นมาแก้ปัญหาของชุมชนถึง 13 เครือข่าย ซึ่งเป็นพัฒนาการของโครงการขนาดเล็ก จำนวน 117 โครงการทั่วประเทศ และสิ่งที่เป็นส่วนสำคัญของกลไกการบริหารแบบบนสู่ล่าง คือ PRC นั้น ยังคงถูกใช้เป็นกลไกในการพัฒนาในระดับภูมิภาคในบางภาค 2. ธุรกิจชุมชน มูลนิธิ/สถาบันฯ ใช้งเนิส่วนที่เป็นเงินส่งเสริมธุรกิจชุมชนโดยการลงขันร่วมกับหน่วยงานที่ทำกิจกรรมด้านนี้โดยตรง มีข้อเด่นคือ ไม่ต้องเสียกำลังคน กำลังทรัพย์ในการพัฒนาด้านนี้ แต่ใช้งบประมาณจากดอกเบี้ยเพียง 2% จ่ายให้กับอง๕กรผู้ร่วมลงทุน ( ชุมชนสหกรณ์เครดิตยูเนียนแห่งประเทศไทย ( CULT ) และบริษัทร่วมทุนชนบท จำกัด PRC ) ต่อข้อด้อยคือ มูลนิธิ/สถาบัน เกิดองค์ความรู้ และการเรียนรู้น้อยมาก โครงการที่เกิดขึ้นประเทศจำนวน 55 โครงการ นั้นได้ส่งเสริมให้เกิดอาชีพแก่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. การวิจัยและผลักดันนโยบาย มูลนิธิ/สถาบันฯ ร่วมกับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น NGO และองค์กรพัฒนาได้ร่วมมือกันวิจัยโครงการต่างๆ โดยกำหนดโจทย์การวิจัยตามปัญหาของท้องถิ่น ได้มีงานวิจัยเกิดขึ้นมากกว่า 20 โครงการ บางโครงการได้ถูกนำไปใช้ในการกำหนด พรบ. และนำเสนอแก่ระดับนโยบาย เช่น พรบ. ป่าชุมชนเป็นต้น 4. ศูนย์ข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูล มูลนิธิ/สถาบัน ได้ทำการจัดองค์ความรู้โดยเรียบเรียงจากผลการศึกษาวิจัยต่างๆ ตลอดจนความรู้จากการพพัฒนาในโครงการต่างๆ เกิดหนังสือและวารสารต่างๆมากกว่า 60 เรื่อง โครงการ CIDA/LDI ได้จบลงในปี พ.ศ. 2541 มูลนิธิ/สถาบันฯ ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทไปมุ่งเน้นกิจกรรมประชาคม และชุมชนเข้มแข็งมากขึ้นตามสถานการณ์ของปัญหาและความต้องการด้านเงินทุนงบประมาณ ภาคีร่วมมือของ มูลนิธิ/สถาบันฯ คงเปลี่ยนไปเช่น การร่วมมือ กับ NGO ระดับรากหญ้าอาจลดลงไป อย่างไรก็ดี NGO/PO ระดับต่างๆ ได้เกิดความเข้มแข็งในการทำงานเป็นเครือข่ายและบางภูมิภาคยังใช้ระบบกลไกการบริหารโครงการแบบล่างสู่บน โดยมีกลไกที่ชื่อว่า PRC เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาต่อไป นอกจากพึ่งกองทุน SIF และ UNICEF ก็ได้นำเอาหลักการและกลไกแบบ PRC ไปประยุกต์ใช้ในการพิจารณาโครงการอีกด้วย การสังเคราะห์ภาพรวมองค์กรกองทุนเพื่อการพัฒนา งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงประเมินเพื่อสังเคราะห์และเสนอแนะระบบกลไกการบริหารจัดการทุนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยขอบเขตการวิจัยคือ การศึกษาองค์กรบริหารจัดการทุนในลักษณะกรณีศึกษา 5 องค์กร คือ ( 1 ) สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ( 2 ) สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา ( เปลี่ยนชื่อเป็นคณะกรรมการสภาคาทอลิกเพื่อการพัฒนาเมื่อปลายปี 2543 ในงานวิจัยนี้ศึกษาเฉพาะศูนย์พัฒนาสังคม ) ( 3 ) สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง ( 4 ) กองทุนสิ่งแวดล้อม และ ( 5 ) กองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยคือ ( 1 ) ศึกษากลไกและแนวทางการบริหารจัดการทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนสำหรับชุมชนที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการจัดการกิจกรรมสาธารณะของท้องถิ่นโดยท้องถิ่น เพื่อท้องถิ่น ได้อย่างจริงจัง ( 2 ) ศึกษาเปรียบเทียบและประเมินรูปแบบการจัดการทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ( 3 ) ศึกษาและนำเสนอรูปแบบการจัดการบริหารกองทุนที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย จากการศึกษาเปรียบเทียบทั้ง 5 องค์กร ในประเด็นความเป็นมา ปรัชญาการก่อตั้งและวิสัยทัศน์แหล่งที่มาและจำนวนเงินทุน เป้าหมาย วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย แนวทางการดำเนินงานการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงกลไกกลพิจารณาจัดสรรทุนระดับต่างๆ ตลอดจนระบบตรวจสอบและประเมินผลพบว่า เมื่อพิจารณาถึงลักษณะกองทุนจะมีกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะด้านและกองทุนที่มีวัตถุประสงค์กว้างครอบคลุมหลายด้าน และเนื่องจากปัจจุบันมีกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะด้านอยู่มากแล้ว คณะวิจัยจึงเสนอรูปแบบกองทุนที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างรอบด้าน วิสัยทัศน์ของกองทุนเพื่อการพัฒนาควร “ เป็นกองทุนที่มุ่งเน้นพัฒนาคนและชุมชนให้สามารถพึ่งตนเองได้ในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาของประเทศเป็นหลัก “ วัตถุประสงค์ของกองทุน ควรประกอบด้วย ( 1 ) เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนสามารถฟื้นฟู สั่งสมจัดการและใช้ประโยชน์จากทุนของชุมชนโดยการสร้างกลไกกระตุ้นให้คนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเองและสังคม โดยเป็นกิจกรรมที่ มุ่งพัฒนาคน มุ่งแก้ปัญหาให้ชุมชน และเอื้อหนุนให้เกิดองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง ( 2 ) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาชน ในระดับต่างๆตามประเด็นปัญหาที่หลากหลายและสอดคล้องกับพื้นที่และมิติการพัฒนา ( 3 ) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ด้านพัฒนาที่มีผลกระทบต่อนโยบาย ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่นโดยประชาชนมีส่วนร่วม และ ( 4 ) สนับสนุนการดำเนินงานด้านการพัฒนาขององค์กรชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน แหล่งทุนที่เหมาะสม ควรมาจากงบประมาณแผ่นดิน ขณะเดียวกันควรเปิดโอกาสให้มีการระดมทุนจากเอกชนภายในประเทศทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ตลอดจนการระดมทุนจากต่างประเทศด้วย ขนาดของกองทุนที่เหมาะสมควรอยู่ในขนาดกลางขึ้นไป กล่าวคือ ควรเป็นกองทุนที่มียอดเงินประมาณ 5,000 – 6,000 ล้านบาท โดยอาจเป็นกองทุนก่อตั้งประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีการจัดสรรจากรับเพิ่มเติมจนกว่าจะคบตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม การจัดสรรควรมีวงเงินประมาณ 600 – 800 ล้านบาทต่อปี เพื่อที่จะกระจายให้กับโครงการพัฒนาของประชาชนให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ รูปแบบการสนับสนุนมี 3 ประเภทคือ ( 1 ) การสนับสนุนแบบให้เปล่า ( Grant ) ( 2 ) การสนับสนุนทุนแบบกู้ยืม ( Loan ) และ ( 3 ) การสนับสนุนทุนแบบสมทบกองทุนหมุนเวียน ( revolving Fund ) โครงสร้างกองทุนควรมีกรรมการ 2 ระดับคือ ( 1 ) คณะกรรมกองทุนเพื่อการพัฒนาส่วนกลาง ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและเชื่อมประสานทำให้เกิดการพัฒนาที่รอบด้านที่สอดคล้องกับภูมินิเวศและยุทธศาสตร์การพัฒนาของท้องถิ่น และกำหนดแนวทางการให้การสนับสนุนของกองทุน ( 2 ) คณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น มีหน้าที่พิจารณาโครงการที่เสนอขอว่าสอดคล้องกับยุมธศาสตร์หลักของกองทุนและยุทธศาสตร์การพัฒนาของท้องถิ่น ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาโครงการระดับท้องถิ่น และอนุมัติโครงการระดับท้องถิ่น โดยคณะกรรมการทั้ง 2 ระดับจะไม่ดำเนินการในโครงการพัฒนา คณะกรรมการทั้ง 2 ระดับ ควรประกอบด้วยผู้แทนภาคีต่างๆในพื้นที่หรือในระดับชาติ และผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการจะต้องได้รับการเสนอชื่อจากภาคีต่างๆ ควรมีภาคีอย่างน้อย 3 กลุ่มคือ ราชการ นักวิชาการ และภาคประชาชน และสัดส่วนของตัวแทนภาคีควรเป็น 1:1:2 ตามลำดับ นอกจากนี้ กองทุนจะต้องมีระบบติดตามตรวจสอบทั้งภายในและภายนอก เพื่อความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของสาธารณะชน กรณีศึกษากองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม ( SIF ) การวิจัยเรื่อง ระบบและกลไกเพื่อการบริหารจัดการทุนเพื่อการพัฒนา :กรณีศึกษากองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบและกลไกในการบริหารจัดการทุนให้กับองค์กรชุมชนของกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการบริหารจัดการทุนของกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคมกับกองทุนอื่น และเพื่อหารูปแบบการบริหารจัดการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่เหมาะสมกับสังคมไทย ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในครั้งนี้คือ การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องการจัดสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้นำชุมชน การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการกับผู้บริหารกองทุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยสรุปได้ว่า กองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคมเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางเสรษฐกิจในปี 2540 โดยรัฐบาลได้กู้เงินจากธนาคารโลกและมอบหมายให้ธนาคารออมสินดำเนินการจัดสรรทุนให้กับคนยากจน และด้อยโอกาสในสังคมที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในวงเงินรวม 120 ล้านเหรียญสหรัฐ ในระยะเวลา 40 เดือน เป้าหมายของกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม คือ การฟื้นฟูชุมชนฐานล่าง การเสริมสร้างขีดความสามารถและความเข้มแข็งให้กับชุมชน การกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น ระบบและกลไกในการบริหารจัดการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคมในระยะแรกมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สำนักงานส่วนกลางต่อมากองทุนได้ดำเนินการปรับปรุงระบบและสร้างกลไกใหม่ๆ ในระดับภาคและระดับจังหวัด ทำให้การบริหารจัดการกองทุนมีลักษณะกระจายอำนาจมากขึ้น กลไกใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นได้แก่การจัดตั้งสำนักงานระดับภาค รวมทั้งสิ้น 11 สำนักงาน ให้มีหน้าที่ในการดูแลการดำเนินงานของกองทุนในระดับภาค การจัดตั้งคณะกรรมการภาค ( Reginal Committee : RC ) ให้มีหน้าที่ในการกลั่นกรองและอนุมัติโครงการในภาคของตน การจัดตั้งคณะทำงานจังหวัด ( Provincial Committee : PC ) ให้มีบทบาทในการกลั่นกรองและอนุมัติโครงการระดับจังหวัด จัดตั้งบุคคลหรือองค์กรในท้องถิ่น ( Local External Supervisors ) สนับสนุนองค์กรชุมชนที่เสนอโครงการ ขยายขอบข่ายการสนับสนุนโดยเพิ่มโครงการประเภทที่ 5 ( Menu 5 ) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ยากไร้อย่างเร่งด่วน จัดเวทีให้เกิดการเชื่อมโยงองค์กรชุมชนภายในภาคและระหว่างภาค จัดการสัมมนาสรุปบทเรียนและกำหนดยุทธศาสตร์ในการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ฯลฯ นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2541 – ปัจจุบัน ( ธันวาคม 2543 ) มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนแล้วทั้งสิ้นมีโครงการได้รับการสนับสนุนไปแล้วทั้งสิ้น 3,383 โครงการ งบประมาณ 2,978.71 ล้านบาท ครอบคลุม 76 จังหวัด พื้นที่ที่มีจำนวนโครงการได้รับการสนับสนุนมากที่สุดคือ ภาคอีสานตอนล่าง รองลงมาคือ ภาคอีสานตอนกลาง จำนวนโครงการที่ได้รับการสนับสนุนมากที่สุดเป็นโครงการที่เสนอโดยองค์กรชุมชนและเป็นประเภทโครงการการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจ รองลงมาคือโครงการสวัสดิการสังคมและสวัสดิภาพของชุมชน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้และความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองความต้องการในกลุ่มคนยากจนด้อยโอกาสในชุมชนเพื่อบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจสังคม สำหรับงบประมาณที่ได้ให้การสนับสนุนไปแล้วจำนวน 2,978.71 ล้านบาท ได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วจำนวน 2,163.38 ล้านบาท และมีโครงการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 1,318 โครงการ งบประมาณ 564.38 ล้านบาท ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการมีจำนวน 1,734 โครงการ ( ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2543 ) จากการศึกษาเจาะลึกระบบและกลไกต่างๆ พบว่า จุดแข็งของกองทุนฯ คือ เป็นกองทุนที่กำเนิดขึ้นจากปัญหาและความต้องการของผู้ด้อยโอกาสในสังคม ปรัชญาและวิสัยทัศน์ของกองทุนสอดคล้องกับกระบวนการทัศน์การพัฒนาแบบใหม่ที่เน้นการสร้างชุมชนฐานล่างให้เข็มแข็งจำนวนเงินทุนเป็นเงินก้อนใหญ่ ผู้บริหารกองทุนจึงไม่ต้องมีภาระในการระดมทุนเพิ่ม เป้าหมายที่กว้างขวางยาวไกลทำให้ทำงานได้หลากหลาย กลุ่มเป้าหมายที่ไม่จัดเฉพาะกลุ่มที่มีสถานภาพที่เป็นนิติบุคคลทำให้ครอบคลุมองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งเป็นส่วนใหญ่ แนวทางการบริหารทุนเป็นแบบกระจายอำนาจ ทำให้คล่องตัวและเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น การมีระบบการตรวจสอบประเมินผล ทั้งภายในและภายนอกควบคู่กัน ทำให้การตรวจสอบและประเมินผลมีความรอบด้าน และถ่วงดุลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้การมีผู้บริหารกองทุนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลการมีบุคคลากรที่ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างหนัก การมีระบบข่าวสารข้อมูล ( MIS ) ที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันกองทุนฯ ก็มีจุดอ่อนบางประการควบคู่กันไป คือ ระบบและกลไกมีความซับซ้อนและมีหลักเกณฑ์ที่ทำให้ผู้ด้อยโอกาสและยากจนแต่ไม่เข้มแข็งไม่สามารถเข้าถึงกองทุนได้ภาพลักษณ์ของแหล่งทุน ( ธนาคารโลก ) ไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มบุคคลและองค์กรบางส่วนจำนวนบุคลากรไม่สมดุลย์กับปริมาณงานที่ต้องดำเนินการ แนวคิดของคณะทำงานจังหวัด และคณะกรรมการภาคบางคนยังยึดติดกับผลประโยชน์เฉพาะส่วน นอกจากนี้การใช้ยุทธศาสตร์ในการบริหารเชิงรุก ซึ่งทำให้ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสับสนจุดอ่อนเหล่านี้หากปรับปรุงแก้ไขได้จะทำให้การบริารจัดการกองทุนมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น จากผลการศึกษา ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะต่อการสร้างระบบและกลไกในการบริหารทุนเพื่อการพัฒนาที่เหมาะสมว่า รัฐควรจัดสรรงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนกองทุนอย่างต่อเนื่อง ขนาดกองทุนไม่ควรน้อยเกินไป ควรเป็นกองทุนที่เป็นการพัฒนาศักยภาพของชุมชน ควรสร้างกลไกให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมบริหารทุนและตรวจสอบกลุ่มเป้าหมายในการจัดสรรทุนควรเป็นองค์กรภาคประชาคม รูปแบบการจัดสรรทุนควรเป็นแบบให้เปล่า เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ และเงินทุนหมุนเวียน ระบบการตรวจสอบประเมินผลควรมีการตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกองค์กร รัฐบาลควรออกกฏหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพชุมชนและควรทำการศึกษาวิจัยกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่ในหน่วยราชการว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด Management of Development Fund This research project adopts case studies approach to study existing development funds to assess and recommend model of development funds for civil society. The five cases are: (1) Local Development Institute, (2) Catholic Council of Thailand for Development (with special reference to Centers for Social Development only) (3) Urban Community Development Office, (4) Thailand Environment Fund, and (5) Social Investment Fund. The objectives of the research project are: (1) To study concepts and strategies in fund management, which will lead to sustainable community development through people’s participation. (2) Compare and assess models of management of development funds, (3) Propose a development fund management model appropriate for Thailand. The five case studies are compared in terms of perception and vision of the fund at the time of the establishment of the funds, historical development, sources and amount of funds, objectives, goals, target groups, development concepts and strategies, changes in funding mechanisms, and monitoring and evaluation systems adopted. The study finds that funds are mostly either designed to support sector-specific projects holistic or integrated development projects. Since it is found that in Thailand sector-specific funds are more numerous in number, this study therefore, recommends that the proposed model for development funds be for funds supporting holistic integrated development. The model recommends that vision of the development fund be to support human and community sustainable development with the goal of addressing national and public interests. The objectives of the fund should follow the vision with the inclusion of support for projects which aim at community strengthening; collaboration between government, business, and civil society groups; promotion of people’s participation as well as projects which will have impacts on local and national policies. People’s organizations and non-government, non-profit organizations are eligible for support. The fund should be supported by government budgets. However, fund raising from other sources at local, national, and international levels is also encouraged. Size of fund should be medium to large with the total sum around 5,000 – 6,000 million baht. The initial endowment may be at 2,000 million baht and subsequent installments be made until the target is reached. However, annual budget of the fund should be around 600 – 800 million baht to support projects in every region of the country. Supports are to be in one of 3 forms: grants, loans, and revolving funds. Fund management should be at two levels: national and regional/local. National Development Fund Committee should be responsible for identifying policies and strategies for support, coordinate with other agencies and regional/local committees for support of holistic development suitable to ecosystems and development strategies of the region. Regional/local Development Fund Committees are responsible for assessing projects requesting support and approving projects which meet the criteria and suitable for development strategies of the regions. Committee members at both levels should represent the different development partners and should consist of at least 3 components: government, academicians, and the people. Ratios of committee members should be 1:1:2 respectively. In addition, committee members should not be involved in project activities. Internal and external monitoring systems should be designed and implemented from the beginning.

บรรณานุกรม :
อมรา พงศาพิชญ์ . (2546). โครงการวิจัย เรื่อง ระบบและกลไกเพื่อการบริหารจัดการทุนเพื่อการพัฒนา.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อมรา พงศาพิชญ์ . 2546. "โครงการวิจัย เรื่อง ระบบและกลไกเพื่อการบริหารจัดการทุนเพื่อการพัฒนา".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อมรา พงศาพิชญ์ . "โครงการวิจัย เรื่อง ระบบและกลไกเพื่อการบริหารจัดการทุนเพื่อการพัฒนา."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2546. Print.
อมรา พงศาพิชญ์ . โครงการวิจัย เรื่อง ระบบและกลไกเพื่อการบริหารจัดการทุนเพื่อการพัฒนา. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2546.