ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการการศึกษาการเรียนรู้ของชุมชนเครื่องปั้นดินเผาชุมชนบ้านปากห้วยวังนอง

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการการศึกษาการเรียนรู้ของชุมชนเครื่องปั้นดินเผาชุมชนบ้านปากห้วยวังนอง
นักวิจัย : เวช หกพันนา
คำค้น : -
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2545
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4340013 , http://research.trf.or.th/node/1129
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

งานวิจัยเรื่อง “ การศึกษาการดำรงอยู่และการล่มสลายของอาชีพเครื่องปั้นดินเผาชุมชนบ้านปากห้วยวังนอง “ มีวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ 1. เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของชุมชนในด้านประวัติความเป็นมาของชุมชน ในด้านทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคม ประเพณีและวัฒนธรรม สภาวะผู้นำ กลุ่มอาชีพ กระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับองค์กรภายนอก 2. เพื่อศึกษาหาความต้องการและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่หรือล่มสลายของอาชีพเครื่องปั้นดินเผาของชุมชนบ้านปากห้วยวังนอง 3. เพื่อประเมินสวาวะพื้นฐานของโรงเรียนในด้านบุคลากร ผู้บริหาร อาคารสถานที่ บทบาทและความร่วมมือของโรงเรียนกับชุมชนในการพัฒนาอาชีพเครื่องปั้นดินเผา 4. เพื่อเสนอแนะแนวทางความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและชุมชนในการพัฒนาอาชีพเครื่องปั้นดินเผา โดยการศึกษาในชุมชนบ้านปากห้วยวังนองที่เป็นพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปทุมทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย 11 หมู่บ้าน มี 1,885 ครอบครัว ประชากร 9,195 คนในชุมชน เคยมีผู้ประกอบการเครื่องปั้นดินเผาจำนวน 201 เตา ในระหว่างศึกษายังคงมีเตาเผาเหลืออยู่ 50 เตา โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ( Qualitative Research ) ใช้เทคนิคการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ( Participatory Action Research : PAR ) คณะนักวิจัยได้เข้าไปสังเกต สัมภาษณ์ กลุ่มเสวนา ประชุมกลุ่มย่อย ประชุมสัมมนา มีการตรวจสอบข้อมูลเป็นระยะๆ และหลายวิธี นอกจากนั้นยังใช้เทคนิควิธีวิจัยเชิงปริมาณร่วมด้วย ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุมชนมีอายุประมาณ 60 ปี ทรัพยากรในชุมชนมีแหล่งน้ำสำคัญได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยวังนอง แม่น้ำมูล และดินเหนียว ด้านเศรษฐกิจของชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง รายได้ของชุมชนได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง กำไรจากการค้าขายและจากการประกอบอาชีพเครื่องปั้นดินเผา สภาพสังคมเนื่องจากเป็นชุมชนชานเมืองและมีขนาดใหญ่ ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงมีลักษณะคล้ายสังคมเมือง มีเพียงบางส่วนที่ยังคงเป็นสังคมประเพณี ด้านผู้นำในชุมชนมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างมีความขัดแย้ง อาชีพของชุมชนประกอบด้วย อาชีพรับราชการมากที่สุด รองลงมาคือ รับจ้างทั่วไป ค้าขาย ทำเครื่องปั้นดินเผา และการเกษตรตามลำดับ กระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเป็นไปในลักษณะลอกเลียนแบบจากตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ได้ผ่านกระบวนวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบส่วนความสัมพันธ์กับองค์กรภายนอกเป็นไปอย่างกว้างขวาง 2. อาชีพเครื่องปั้นดินเผาในชุมชนเริ่มต้นจากนายสุวรรณ พงษ์พีระ เป็นผู้นำเข้ามาเผยแพร่ ต่อมามีผู้ดำเนินรอยตามอย่างกว้างขวาง โดยมีปัจจัยด้านการตลาดเป็นแรงผลักดัน การดำรงอยู่ของอาชีพนี้คือ การที่ผู้ประกอบการไม่มีอาชีพอื่นทำต้องทำอาชีพนี้เป็นอาชีพหลัก วัสดุหาได้ง่ายจากท้องถิ่น การมีความรู้ความสามารถในการผลิตที่หลากหลายและพลิกแพลงได้ ตลอดจนความสามารถในด้านการจัดการ เป็นต้น 3. โรงเรียนในชุมชน มีอาคารสถานที่เพียงพอต่อการให้บริการชุมชน บุคลากรมีภาระการสอนน้อย ครูบางคนมีบ้านพักอยู่ในชุมชนและทำกิจกรรมกับชุมชนอยู่เสมอ โรงเรียนสามารถทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนได้ดี ไม่มีประวัติความขัดแย้งกันมาก่อน แต่โรงเรียนยังไมมีนโยบายและแผนงานโครงการที่ชัดเจนในการทำกิจกรรมร่วมกันกับชุมชน รวมทั้งโรงเรียนยังมีข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนค่อนข้างน้อย 4. โรงเรียนและชุมชนสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยโรงเรียนต้องรวบรวมข้อมูลของชุมชนทุกด้านเพื่อเป็นข้อมูลสารสนเทศ กำหนดนโยบาย แผนงานโครงการที่จะร่วมทำกิจกรรมกับชุมชนให้ชัดเจน ร่วมกับชุมชนสรุปบทเรียนจากการทำอาชีพเครื่องปั้นดินเผาเพื่อเผยแพร่ต่อไป เปิดสอนอาชีพเครื่องปั้นดินเผาในโรงเรียน โดยเชิญผู้ประกอบการในชุมชนมาเป็นวิทยากรและใช้สถานประกอบการของวิทยากรเป็นสถานที่ฝึกงานภาคปฏิบัติ The research on “The existence and the fall of pottery occupation of Pak Huai Wang Nong community” has the following objectives. 1. To study the general characteristics of the community in terms of history, resources, economic, social, tradition and culture, state of leadership, occupation group, the learning process that relates to occupation and the relation between the community and outside organization. 2. To investigate needs and other factors that are related the existence and the fall of pottery occupation in Pak Huai Wang Nong Community. 3. To asses the fundamental state of the school in terms of personal, administrators, buildings, roles and cooperation between the school and the community in the development of pottery occupation. 4. To suggest ways creating cooperation between the school and the community for the development of pottery occupation. The samples comprise of 11 villages, 1885 families and the population of 9195. The community used to have 201 kiln In 1997 while the research was being conduct, there were 50 kiln left. The study is based on Participatory Action Research using observation, interview, group discussion, and seminars. The collected data was frequently analyzed with many methods. The quantitative research was also applied. Results./Findings. 1. The community has existed about 60 years. The important natural resources Huai Wang Nong are reservoirs, the Moon river and clay. The community run a moderate economic activities. Sources of income are mainly salary, wages and profits from pottery selling. It is a big suburban and has the similar problems to urban’s problems. Some parts still preserve traditions. Conflicts frequently happened among community leaders. The occupations of the community are government officers., employees, sellers, pottery makers and agriculturists respectively. The learning process are based on imitation of successful examples. The community has good relationship with outside organizations. 2. The pottery occupation was originated by Mr. Suwan Pongpeera and later widely spread because of a heavy demand. The stability of this occupation was due to doing others and the sufficiency of materials. The capability of producing in variety and the ability in managing also serve its stability. 3. The school privies sufficient places and building in serving the community. Some teachers have residence within the community land interact with the community. The school has good relationship with the community no record of conflict between them but the school still do not have policy and practical plans in running activities with the community. 4. The school and the community can work and support each other. The data of the community must be collected by the school. The policies and plans must be clarified and well established. The school should make conclusions in Pottery lessons and make provisions to the community. Pottery courses should be Provided For the students in cooperation with entrepreneurs in the community and resources of them should be used as practical places.

บรรณานุกรม :
เวช หกพันนา . (2545). โครงการการศึกษาการเรียนรู้ของชุมชนเครื่องปั้นดินเผาชุมชนบ้านปากห้วยวังนอง.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
เวช หกพันนา . 2545. "โครงการการศึกษาการเรียนรู้ของชุมชนเครื่องปั้นดินเผาชุมชนบ้านปากห้วยวังนอง".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
เวช หกพันนา . "โครงการการศึกษาการเรียนรู้ของชุมชนเครื่องปั้นดินเผาชุมชนบ้านปากห้วยวังนอง."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2545. Print.
เวช หกพันนา . โครงการการศึกษาการเรียนรู้ของชุมชนเครื่องปั้นดินเผาชุมชนบ้านปากห้วยวังนอง. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2545.