| ชื่อเรื่อง | : | ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว |
| นักวิจัย | : | ธารีพร ตติยบุญสูง, 2509- |
| คำค้น | : | สุขภาพจิต , ครอบครัว , การส่งเสริมสุขภาพ |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | องอาจ วิพุธศิริ , วิฑูรย์ โล่ห์สุนทร , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2544 |
| อ้างอิง | : | 9740317448 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/2416 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544 ศึกษาความคิดเห็นและการปฏิบัติของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว ในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว และความแตกต่างระหว่างจังหวัดใน 5 ด้าน ประกอบด้วย การลดความขัดแย้งในครอบครัว การสร้างความสุขในครอบครัว บทบาทการทำให้ลูกห่างไกลยาเสพติด และการดูแลผู้สูงอายุ โดยแยกเป็นรายข้อ 30 ดัชนีชี้วัด โดยออกแบบเป็นการวิจัยเชิงพรรณา เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2544-กุมภาพันธ์ 2545 ส่งแบบสอบถามจำนวน 500 ฉบับ/จังหวัด ไปยัง 4 จังหวัด (สิงห์บุรี ชัยภูมิ สุราษฎร์ธานี และเพชรบูรณ์) ใน 4 ภูมิภาค รวมจำนวน 2,000 ฉบับ มีผู้ตอบกลับ 1,416 ฉบับ คิดเป็น 70.8% ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์หาข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา และสถิติเชิงอนุมานทดสอบหาความแตกต่าง จากการศึกษาพบว่า เป็นเพศชาย 37.1% เพศหญิง 62.9% อายุเฉลี่ย 40.6 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา 67.0% มีสถานภาพเป็นแกนนำสุขภาพประจำครอบครัวในปัจจุบัน 78.8% เคยได้รับการอบรมแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว 86.4% ได้รับความรู้เรื่องสุขภาพจิตจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 87.0% เป็นการได้รับความรู้ไม่ต่อเนื่อง 60.1% จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่า ในภาพรวม แกนนำสุขภาพประจำครอบครัวให้ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็น ต่อความสำคัญของงานสุขภาพจิตสูงกว่าการนำไปใช้ประโยชน์ทั้ง 5 ด้าน 30 ดัชนี และเมื่อแยกเป็นรายข้อ (ดัชนี) พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) ในทุกข้อ และพบว่า จังหวัดและอายุ มีผลต่อความแตกต่างของความคิดเห็นต่อความสำคัญของงานสุขภาพจิต และการนำไปใช้ประโยชน์ทั้ง 5 ด้าน 30 ดัชนี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) นอกจากนั้นรายได้ ระดับการศึกษาและการได้รับความรู้อย่างต่อเนื่อง มีผลต่อความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในบางด้าน แกนนำสุขภาพประจำครอบครัวให้ความสำคัญ รวมถึงต้องการความรู้เพิ่มเติม (68.8%) ในเรื่องบทบาทการทำให้ลูกห่างไกลยาเสพติดเป็นอันดับแรก และควรมีการอบรมฟื้นฟูความรู้ทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี 75.8% และระยะเวลาที่เหมาะสมในการอบรม คือ 1-2 วัน 70.6% การศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่าแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว ให้ความสำคัญต่องานสุขภาพจิตสูง แต่มีการนำไปใช้ประโยชน์ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และมีความต้องการความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง สมควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการ ให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้แก่ แกนนำสุขภาพประจำครอบครัว และขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมถึงมีการดำเนินการอบรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัวและประชาชนทั่วไป |
| บรรณานุกรม | : |
ธารีพร ตติยบุญสูง, 2509- . (2544). ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธารีพร ตติยบุญสูง, 2509- . 2544. "ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธารีพร ตติยบุญสูง, 2509- . "ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544. Print. ธารีพร ตติยบุญสูง, 2509- . ความคิดเห็นและการปฏิบัติในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2544.
|
