| ชื่อเรื่อง | : | ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานตามโครงการเผยแพร่ความรู้และ ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนของสำนักงานอัยการสูงสุด |
| นักวิจัย | : | นันทวัชร์ สุพัฒนานนท์ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2538 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=60061 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนิน งานโครงการเผยแพร่ความรู้และช่วยเหลือทางกฎหมาย แก่ประชาชน ของสำนักงานอัยการสูงสุด มุ่งศึกษาความ เป็นมาของโครงการเผยแพร่ความรู้และช่วยเหลือทาง กฎหมายแก่ประชาชนในชนบท และศึกษาวิเคราะห์ว่า โครงการฯ มีส่วนเสริมสร้างให้เกิดความเป็นธรรมทาง กฎหมายในสังคมชนบทได้จริงโดยมีประเด็นการพิจารณา และปรากฏผลการศึกษาและการวิเคราะห์ สรุปได้ ตามลำดับดังนี้ 1. การศึกษาว่า โครงการฯมีส่วนเสริมสร้าง ความเป็นธรรมทางกฎหมายในสังคมชนบทได้จริง โดย ศึกษาดูว่า1.1 สามารถกระจายบริการไปสู่ประชาชน ได้ทั่วถึงเพียงไร ผลการศึกษาสรุปได้ว่า โครงการเผยแพร่ความรู้ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนในชนบทยังไม่ สามารถกระจายบริการไปสู่ประชาชนได้ทั่วถึงทุกหมู่บ้าน แต่ก็ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 โดยได้ให้บริการแก่ประชาชน ในหมู่บ้านดังกล่าวไปแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 36 ของ ประชาชนในหมู่บ้าน1.2 ช่วยให้ประชาชนมีความรู้กฎหมาย เบื้องต้น สามารถที่จะนำไปใช้ช่วยเหลือตนเองทางด้าน กฎหมายได้ผลการศึกษาสรุปได้ว่า การดำเนินงานตาม โครงการฯ ช่วยให้ประชาชนมีความรู้กฎหมายเบื้องต้น สามารถนำไปใช้ช่วยเหลือตนเองทางด้านกฎหมายได้1.3 โครงการฯ มีส่วนช่วยลดหรือสกัด กั้นข้อพิพาทที่จะเกิดขึ้นในหมู่บ้าน โดยสรุป จากข้อมูลประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม และกลุ่มเจ้าหน้าที่เห็นว่าการดำเนินงานตามโครงการ มีส่วนช่วยลดหรือสกัดกั้นข้อพิพาทที่จะเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ได้จริง 2. การศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัย ภายในและปัจจัยภายนอกกับความสำเร็จของการ ดำเนินงานตามโครงการฯ และการทดสอบสมมติฐาน โดยการศึกษาได้กำหนดตัวแปรซึ่งเป็นปัจจัยในไว้ดังนี้ คือ กำหนดให้ ทัศนคติ การรับรู้ ความเข้าใจและการ มีส่วนร่วมของประชาชน ผู้นำหมู่บ้านและเจ้าหน้าที่ ระดับตำบล รวมทั้งเรื่องของสภาพเศรษฐกิจ ความ สัมพันธ์ทางสังคมของประชาชนในชุมชนมีผลต่อความ สำเร็จของโครงการฯ สำหรับปัจจัยภายนอกหมู่บ้านได้แก่ ทัศนคติ ความเอาใจใส่ ความจริงใจของตัวเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ งาน โครงสร้างองค์กร ระบบการบริหาร การจัดการ ความเป็นนักบริหารของผู้นำหน่วยงาน นโยบายรัฐบาล และของหน่วยงาน รวมทั้งทรัพยากรภายนอกชุมชน มีผลต่อความสำเร็จของโครงการฯ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยดังกล่าวโดยการทดสอบ สมมติฐานด้วยการหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร อิสระและตัวแปรตาม โดยการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เพียร์สัน พบว่า ปัจจัยภายในทั้งหมดที่กำหนดมา มีเพียงตัวแปรเรื่องทัศนคติของประชาชนผู้นำหมู่บ้านและ เจ้าหน้าที่ระดับตำบล ไม่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จ ในการดำเนินโครงการฯ ส่วนตัวแปรภายในตัวอื่นเป็น ไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ สำหรับปัจจัยภายนอกก็เช่นกัน มีเดียงตัวแปรเรื่องทรัพยากรภายนอกชุมชนเท่านั้น ที่ ไม่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของโครงการ ส่วนตัว แปรอื่นเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. การศึกษาถึงปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการ ดำเนินงานตามโครงการฯ พบว่าปัจจัยหลักที่เป็นอุปสรรค ต่อการดำเนินงานตามโครงการฯ ที่สมควรปรับปรุง แก้ไขโดยด่วน คือ3.1 นโยบายของรัฐบาลและของหน่วยงาน ซึ่งผู้ตอบส่วนใหญ่เห็นว่า ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนและไม่ สนับสนุนการดำเนินงานเท่าที่ควร3.2 เรื่องของผู้บริหารงานบางคนของ สคช.จังหวัด ในฐานะหัวหน้าหน่วยงาน ยังไม่ค่อยมีการ นำความรู้ด้านการบริหารมาใช้ในการบริหารโครงการ อย่างจริงจัง ขาดภาวะผู้นำที่เหมาะสม รวมทั้งบางคน ยังมีทัศนคติที่ไม่ดีต่องาน สคช. โดยเห็นว่าไม่ควรเป็น ภารกิจของอัยการด้วย นอกจากนี้ ตัวเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบางส่วน ยังมีทัศนคติเช่นเดียวกับผู้บริหารในเรื่องภารกิจของงาน สคช.ว่า ไม่ควรเป็นหน้าที่ของอัยการส่งผลให้ไม่เต็มใจ ที่จะปฏิบัติงาน ข้อเสนอแนะ1. จะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการ คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ รวมทั้งต้องมีการกำหนด นโยบายที่ชัดเจนว่า สำนักงานอัยการสูงสุดถือเป็น นโยบายสำคัญในการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิฯ2. ควรมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร ของ สคช.จังหวัด ให้เป็นไปตามหลักวิชาการจัดองค์การ โดยการแยก สคช.จังหวัดออกมาจากสำนักงานอัยการ จังหวัด และมีผู้อำนวยการ สคช.จังหวัด ทำหน้าที่หัวหน้า ส่วนราชการประจำจังหวัดและมีบุคลากรประจำต่างหาก จากสำนักงานอัยการจังหวัด รวมทั้งมีวัสดุ อุปกรณ์และ งบประมาณเป็นของตนเอง3. การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลัง ควรที่จะมีการจัดทำแผนอัตรากำลังให้สอดคล้องกับลักษณะ งานและปริมาณงาน รวมทั้งมีการสรรหาบุคลากรที่มี ความรู้ ความสามารถมาดำรงตำแหน่งให้เหมาะสมและ ให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์มา ใช้ช่วยในการปฏิบัติงาน สำหรับการแก้ไขปัญหาการขาด แคลนทนายอาสา ควรเพิ่มสิ่งจูงใจให้มากขึ้น4. การพัฒนาบุคลากรจากปัญหาเจ้าหน้าที่ผู้ ปฏิบัติงาน สคช.จังหวัด ในทุกระดับไม่มีความรู้ในการ ปฏิบัติงาน สคช.เท่าที่ควร จึงควรให้มีการฝึกอบรมหรือ ทบทวนความรู้อยู่เสมอทั้งทางด้านวิชาการ จริยธรรม และจิตวิทยาการให้บริการ นอกจากนี้ในระดับผู้บริหาร ต้องมีการเสริมความรู้ด้านการบริหารให้ด้วยอย่างจริงจัง5. กำหนดมาตรการให้มีการปฏิบัติงาน ตามแผนปฏิบัติการหรือแผนปฏิบัติงานอย่างจริงจัง โดย ให้มีการกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานในทุกระดับอยู่เสมอ ทั้งนี้ ในการลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ ให้เน้นการประชา สัมพันธ์และการลงไปประสานงานในพื้นที่ก่อนที่จะมีการ ปฏิบัติงานจริงด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
นันทวัชร์ สุพัฒนานนท์ . (2538). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานตามโครงการเผยแพร่ความรู้และ ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนของสำนักงานอัยการสูงสุด.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. นันทวัชร์ สุพัฒนานนท์ . 2538. "ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานตามโครงการเผยแพร่ความรู้และ ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนของสำนักงานอัยการสูงสุด".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. นันทวัชร์ สุพัฒนานนท์ . "ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานตามโครงการเผยแพร่ความรู้และ ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนของสำนักงานอัยการสูงสุด."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print. นันทวัชร์ สุพัฒนานนท์ . ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานตามโครงการเผยแพร่ความรู้และ ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนของสำนักงานอัยการสูงสุด. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.
|
