| ชื่อเรื่อง | : | ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย |
| นักวิจัย | : | รัชนี วีระวัฒนยิ่งยง |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2538 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=60001 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาเรื่อง ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เป็นการศึกษาถึง ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของอุตสาหกรรมยานยนต์, อุตสาหกรรมรถยนต์นั่ง และอุตสาหกรรมรถบรรทุกขนาดเล็ก (ปิคอัพ) เพื่อประเมินถึงความสามารถในการแข่งขันของ อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย โดยใช้แนวคิดทางทฤษฎี เกี่ยวกับ Domestic Resource Cost (DRC) และ Shadow Exchange Rate เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน พร้อม กันนี้ ได้ศึกษาถึงปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคที่มีต่อความ สามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย แนวคิด Domestic Resource Cost (DRC) เป็น การวัดต้นทุนค่าเสียโอกาสที่แท้จริงในรูปของการใช้ทรัพยากร ภายในประเทศในการได้มา หรือประหยัดซึ่งเงินตราต่างประเทศ สุทธิ 1 หน่วย การวัดระดับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของอุตสาหกรรม จะพิจารณา จากค่า DRC ของอุตสาหกรรมเปรียบเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยน ที่แท้จริง (Shadow Exchange Rate : SER) โดย อุตสาหกรรมจะมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ เมื่อค่า (DRC,SER) มีค่าน้อยกว่า 1 ในทางตรงกันข้ามอุตสาหกรรม ไม่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ เมื่อค่า (DRC,SER) มีค่ามากกว่า 1 ผลการคำนวณ DRC ของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม จากข้อมูลในตาราง ปัจจัย-ผลผลิต (Input-Output Table) ได้ค่า DRC เท่ากับ 26.559, 23.125, 35.827 และ 33.133 บาทต่อดอลลาร์ ในปี 2518, 2523, 2528 และ 2533 ตามลำดับ โดยมีค่า (DRC,SER) เท่ากับ 1.208, 1.048, 1.216 และ 1.119 ในปี 2518, 2523, 2528 และ 2533 ตามลำดับ ค่า (DRC,SER) ของอุตสาหกรรมมีค่ามากกว่า 1 โดยตลอด แสดงว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยไม่มีความ ได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ซึ่งผลการคำนวณนี้สอดคล้องกับ ผลการศึกษาที่ผ่านมา สำหรับความได้เปรียบ โดยเปรียบเทียบของอุตสาหกรรม รถยนต์นั่งขนาด 1,600 ซี.ซี. และรถบรรทุกปิคอัพขนาด 1 ตัน โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิในปี 2537 ปรากฎว่า รถยนต์นั่งมีค่า DRC เท่ากับ 38.375 บาทต่อดอลลาร์ และ (DRC,SER) เท่ากับ 1.423 แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมรถยนต์นั่งของไทย ไม่มี ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ขณะที่รถปิคอัพมีค่า DRC เท่ากับ 27.992 บาท ต่อดอลลาร์ และ (DRC,SER) เท่ากับ 1.038 แสดงว่าอุตสาหกรรมปิคอัพของไทยมีความได้เปรียบ โดยเปรียบเทียบอยู่บ้าง การหาความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของอุตสาหกรรม รถบรรทุกขนาดเล็ก (ปิคอัพ) ขนาด 1 ตัน ในปี 2538 โดยใช้ ข้อมูลปฐมภูมิจากการสำรวจ และสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ พบว่า ต้นทุนการประกอบรถปิคอัพภายในประเทศ เท่ากับ 275,639- 251,578 บาท โดยค่า DRC ของรถปิคอัพเท่ากับ 18.954- 21.772 บาทต่อดอลลาร์ และมีค่า (DRC,SER) เท่ากับ 0.713 - 0.819 ตามข้อสมมุติว่า มีมูลค่าชิ้นส่วนภายใน ประเทศเป็นร้อยละ 60, 65 และ 70 ของต้นทุนการประกอบ รถยนต์ ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมรถปิคอัพ มีความ ได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ซึ่งสอดคล้องกับผลการคำนวณ (DRC,SER) ของรถปิคอัพในปี 2537 การที่อุตสาหกรรมประกอบรถปิคอัพของไทยมีความ ได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ เนื่องจากมีการประหยัดจาก ขนาดในการผลิต (Economies of Scale) ทำให้ต้นทุน การผลิตต่อหน่วยลดลง ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่ยกเว้น การเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับรถปิคอัพ ทำให้ราคาจำหน่าย ของรถปิคอัพถูกกว่ารถยนต์นั่งที่มีขนาดและคุณภาพใกล้เคียงกัน จึงเป็นที่นิยมใช้ของผู้บริโภคทั่วไป ปัจจัยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของ อุตสาหกรรมยานยนต์ - การประหยัดจากขนาดภายใน (Internal Economies) ซึ่งเกิดจากการขยายกำลังการผลิตของโรงงานประกอบรถยนต์ โดยเฉพาะรถปิคอัพที่มีการย้ายฐานการผลิตมาลงทุนในไทย และ มีการประหยัดจากภายนอก (External Economies) จากชิ้นส่วน ภายในประเทศที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ทำให้ได้ชิ้นส่วน ที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสมตลอดจนแรงงานในอุตสาหกรรม มีประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น - นโยบายของรัฐบาล มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริม อุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่ การลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วน CKD, การให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมแก่กิจการประกอบรถยนต์ เพื่อการส่งออก, ยกเว้นภาษีสรรพสามิตแก่รถปิคอัพ ช่วยให้ มีการใช้รถปิคอัพในประเทศอย่างแพร่หลาย และความร่วมมือ ในโครงการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนรถยนต์ระหว่างประเทศ (BBC) ในกลุ่มสมาชิกอาเซียน - ขนาดตลาดภายในประเทศ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการ ได้แก่ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, รายได้ต่อหัว, จำนวนประชากร - ตลาดส่งออก ตลาดรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียนและ อินโดจีน มีแนวโน้มที่จะขยายตัวสูง และรถปิคอัพเป็นรถยนต์ ที่จะมีการส่งออกเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากมีความได้ เปรียบในการเป็นฐานการผลิตรถปิคอัพในอาเซียน ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขัน ของอุตสาหกรรมยานยนต์ - อุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industries) อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในปัจจุบัน มีข้อจำกัด ด้านเทคโนโลยีการออกแบบ และงานโลหะ ชิ้นส่วนที่ได้ อาศัยเทคโนโลยีไม่สูงนัก และมุ่งเน้นการใช้แรงงานเป็นหลัก - ทักษะแรงงาน ประสบกับปัญหาการขาดแคลน บุคลากรประเภทวิศวกร และช่างเทคนิค ปัจจุบันประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ในอุตสาหกรรมรถปิคอัพ ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์นั่งและ ประเภทอื่น ๆ ยังไม่สามารถแข่งขันได้ สำหรับอุตสาหกรรม ยานยนต์โดยรวมของไทยมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ที่จะเอื้ออำนวยให้มีการเติบโตของอุตสาหกรรมในระดับสูง ได้แก่ การประหยัดจากขนาด, นโยบายของรัฐบาล, ขนาด ตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก อย่างไรก็ตาม ภาค รัฐบาลและเอกชนควรร่วมมือกันขจัดอุปสรรคของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของอุตสาหกรรมสนับสนุน, การขาดแคลน วิศวกรและช่างเทคนิค เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม ยานยนต์ของไทย ให้ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน กับต่างประเทศในอนาคต |
| บรรณานุกรม | : |
รัชนี วีระวัฒนยิ่งยง . (2538). ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. รัชนี วีระวัฒนยิ่งยง . 2538. "ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. รัชนี วีระวัฒนยิ่งยง . "ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print. รัชนี วีระวัฒนยิ่งยง . ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.
|
