| ชื่อเรื่อง | : | ความต้องการการเกื้อกูลทางสังคมของผู้ป่วยโรคประสาทโรงพยาบาล สมเด็จเจ้าพระยา |
| นักวิจัย | : | อำไพรัตน์ อักษรพรหม |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2534 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=59462 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความต้องการจะอยู่รวมกัน เพื่อให้สามารถดำ รงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข มนุษย์จึงปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในหลายลักษณะ จากบุคคลที่เป็นสังคมแวดล้อมการปฏิสัมพันธ์ในลักษณะอาศัยพึ่งพากัน หรือ เรียกว่า การเกื้อกูลทางสังคม เป็นความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในสังคมไทยมาตั้ง แต่อดีต ดังนั้น การช่วยเหลือเกื้อกูลกันจึงเป็นค่านิยมของชาวไทย แต่เมื่อสัง คมไทยมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ทำให้คนในครอบครัวต้องแยกออกจากกัน ไปต่างคนต่างทำมาหากิน พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลลูกด้วยตนเอง คนในชุมชน เดียวกันต่างคนต่างอยู่ไม่สนใจช่วยเหลือกันทำให้ต้องเผชิญปัญหาชีวิตโดยลำพัง ซึ่งจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อสุขภาพจิตได้ รวมทั้งมีส่วนทำให้เกิดการเจ็บ ป่วยโรคประสาทขึ้น องค์การอนามัยโลกได้ทำการสำรวจพบว่า ร้อยละ 80 ของประชากร โลกจะมีอาการของโรคประสาท ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชที่ไม่ร้ายแรง ผู้ป่วยจะ สามารถทำงานได้ตามปกติใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในครอบครัวและสังคมได้ มักพบ ในคนอายุที่อยู่ในวัยแรงงานซึ่งยังสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ หาก บุคคลที่เป็นสังคมแวดล้อมผู้ป่วยที่เรียกว่า เครือข่ายทางสังคม ให้การเกื้อ กูลทางสังคมแก่ผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ ข้อมูลวารสาร วัตถุและบริ การจะช่วยประคับประคองให้ผู้ป่วยมีสุขภาพจิตดีขึ้น เปรียบเสมือนการบำบัด รักษาผู้ป่วยและฟื้นฟูสุขภาพจิตผู้ป่วยด้วยวิธีการจิตบำบัด นอกจากนี้ยังสอดคล้อง กับหลักการของงานสุขภาพจิตมูลฐาน ที่มุ่งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพึ่ง พาตนเองในการป้องกันบำบัดรักษา ฟื้นฟู และพัฒนาสุขภาพจิตและการเจ็บป่วย ทางจิตเวช ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ศึกษาจึงได้ทำการศึกษาเรื่อง ความต้องการการ เกื้อกูลทางสังคมของผู้ป่วยโรคประสาทโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเกื้อกูลทางสังคมของผู้ป่วยโรคประสาท ปัจัย ที่มีอิทธิพลต่อการได้รับการเกื้อกูลทางสังคมของผู้ป่วยโรคประสาท และ ความต้องการการเกื้อกูลทางสังคมเพิ่มเติม ตลอดจนความคิดเห็นของผู้ป่วยใน การเสริมสร้างการเกื้อกูลทางสังคมในครอบครัวและสังคม และบทบาทหน้าที่ ของนักสังคมสงเคราะห์จิตเวชเกี่ยวกับการเสริมสร้างการเกื้อกูลทางสังคมใน ครอบครัวและสังคมเพื่อจะได้นำมาเป็นแนวทางในการเสริมสร้างการเกื้อ กูลทางสังคมแก่ผู้ป่วยต่อไป การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ ผู้ศึกษาสร้างแบบสัมภาษณ์ขึ้น ใช้สัมภาษณ์ผู้ป่วยโรคประสาททุกรายที่มาใช้บริการกลุ่มงานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเป็นครั้งแรก โดยผู้ศึกษาสัมภาษณ์ผู้ป่วยด้วยตน เอง แบบสัมภาษณ์แบ่งเป็น 3 หมวด ได้แก่ หมวดที่ 1 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ ป่วยโรคประสาท หมวดที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการได้รับการเกื้อกูลทางสัง คมของผู้ป่วยโรคประสาท หมวดที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ป่วย โรคประสาทในการหาแนวทางจัดหาการเกื้อกูลทางสังคมมาสนองตอบความ ต้องการต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละประกอบการพรรณาตาราง ผลการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 200 ราย เป็นหญิงร้อยละ 68.00 ชายร้อย ละ 32.00 ส่วนใหญ่อายุระหว่างต่ำกว่า 30 - 41 ปี มีถิ่นที่อยู่ในกรุง เทพมหานคร จบการศึกษาภาคบังคับอาชีพรับจ้าง นับถือศาสนาพุทธ มี สถานภาพสมรสเป็นคู่ โดยเฉลี่ยแล้วมีจำนวนสมาชิกในครอบครัว 4 คน ผู้ ป่วยทั้งหมดได้รับการวินิจฉัยเป็น Anxiety, Obsessive Compulsive และ Depression ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีสมาชิกในเครือข่ายทางสังคมเป็นทั้งบุคคลใน ครอบครัวและนอกครอบครัว มีจำนวนร้อยละ 3.00 ที่ไม่มีสมาชิกเครือข่าย ทางสังคมเป็นบุคคลในครอบครัวและร้อยละ 1.00 ที่ไม่มีเครือข่ายทางสังคม ในการให้การเกื้อกูลทางสังคม ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีขนาดเครือข่ายทางสังคม จำนวนสมาชิก 5 - 7 คน โดยเฉลี่ยขนาดสมาชิก 6 คน ความถี่ในการได้รับ การเกื้อกูลทางสังคมโดยเฉลี่ย 3 ครั้งต่อวันจากบุคคลในครอบครัว และอีก 3 ครั้งต่อวันจากบุคคลนอกครอบครัว รวม 6 ครั้งต่อวัน บุคคลที่เป็นสมาชิกใน เครือข่ายทางสังคมส่วนใหญ่เป็นบุคคลในครอบครัว ได้แก่ ผู้เป็นบุตรและคู่ สมรสเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ผู้ป่วยตอบว่ามีเพื่อนสนิทให้การเกื้อกูลทางสังคม แก่ผู้ป่วยมากกว่าผู้เป็นบิดา ผู้ป่วยได้รับการเกื้อกูลทางสังคมทั้ง 8 ประเภท ได้แก่ ความผูกพัน ใกล้ชิดสนิทสนมการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การส่งเสริมให้รู้คุณค่าแห่งตน โอกาสได้โอบอุ้มเลี้ยงดูผู้น้อยความเป็นมิตรที่ดี คำแนะนำชี้แจง การสนับ สนุนด้านข้อมูลข่าวสาร และการสนับสนุนด้านวัตถุและการอำนวยการ โดยส่วน ที่ได้รับจากบุคคลในครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 70.90 มีผู้ป่วยที่ได้รับปริมาณ น้อยมากกว่าผู้ที่ได้รับปริมาณมาก และส่วนที่ได้รับจากบุคคลนอกครอบครัวคิด เป็นร้อยละ 50.80 มีผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับปริมาณน้อย โอกาสได้โอบอุ้มเลี้ยง ดูผู้น้อยเป็นประเภทที่ผู้ป่วยได้รับมากที่สุดจากบุคคลทั้งในครอบครัวและ นอกครอบครัว น้อยที่สุดเป็นการสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร ผู้ป่วยเพศหญิงจะได้รับการเกื้อกูลทางสังคมจากบุคคลนอกครอบครัว มากกว่าในครอบครัวในทางกลับกันผู้ป่วยเพศชายจะได้รับจากบุคคลใน ครอบครัวมากกว่านอกครอบครัว ผู้ป่วยอายุน้อยกว่าจะได้รับมากกว่าผู้ป่วย อายุมากกว่า ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดเขตเมืองจะ ได้รับมากกว่าผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัดเขตชนบท ผู้ป่วยที่เป็นหม้ายและหย่า จะได้รับการเกื้อกูลทางสังคมมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้ป่วยโสด และผู้ป่วยมีคู่ สมรสได้รับน้อยที่สุด ผู้ป่วยที่มาจากครอบครัวที่มีจำนวนสมาชิกในครอบครัว ทุกขนาดได้รับการเกื้อกูลทางสังคมมากใกล้เคียงกันผู้ป่วยที่มีขนาดเครือข่าย ทางสังคมสมาชิกทุกขนาดได้รับการเกื้อกูลทางสังคมมากใกล้เคียงกันผู้ป่วย Depression ได้รับการเกื้อกูลทางสังคมมากกว่าผู้ป่วย Anxiety ส่วนผู้ ป่วย Obsessive-Compulsive มีจำนวนน้อยจนไม่สามารถหาความสัมพันธ์ได้ ในส่วนของความต้องการการเกื้อกูลทางสังคม ผู้ป่วยมีความต้องการ การเกื้อกูลทางสังคม คิดเป็นร้อยละ 18.80 จากบุคคลในครอบครัว และร้อย ละ 7.70 จากบุคคลนอกครอบครัว การเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเป็นประเภทที่ ผู้ป่วยต้องการมากที่สุด รองลงมาเป็นคำปรึกษาแนะนำ และความเป็นมิตรที่ดี จากทั้งบุคคลในครอบครัวและนอกครอบครัว ผู้ป่วยเพศชายมีความต้องการ มากกว่าเพศหญิง ผู้ป่วยอายุน้อยกว่ามีความต้องการจากบุคคลในครอบครัว มากกว่าผู้ป่วยอายุมากกว่า ในขณะที่ผู้ป่วยอายุมากกว่ามีความต้องการจาก บุคคลนอกครอบครัวมากกว่า ผู้ป่วยโสดมีความต้องการจากบุคคลในครอบครัว มากกว่าผู้ป่วยที่มีคู่สมรสและผู้ป่วย Anxiety ต้องการการเกื้อกูลทางสังคม มากกว่าผู้ป่วยโรคประสาทประเภทอื่น ผู้ป่วยมีความคิดเห็นว่า สมาชิกในครอบครัวควรปรึกษาหารือกันเมื่อ ครอบครัวประสบปัญหาและคิดเห็นว่า สมาชิกในสังคมควรมีการช่วยเหลือซึ่งกัน และกันมากที่สุด นอกจากนี้ยังคิดเห็นว่า นักสังคมสงเคราะห์จิตเวชควรมีบท บาทในการเสริมสร้างการเกื้อกูลทางสังคมภายในครอบครัวและในสังคม โดยการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวและ การรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในชุมชน มากที่สุด ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะให้บุคคลที่เป็นสังคมแวดล้อมผู้ป่วยให้การเกื้อกูล ทางสังคมแก่ผู้ป่วยด้วยความเข้าใจและนับถือผู้ป่วย ซึ่งควรจะเกื้อกูลผู้ป่วย ตามที่ผู้ป่วยต้องการมาสนองตอบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และไม่เกิน ขีดความสามารถที่ผู้นั้นจะเกื้อกูลผู้ป่วยได้ นักสังคมสงเคราะห์จิตเวชควรจะ ส่งเสริมสร้างการเกื้อกูลทางสังคมแก่ผู้ป่วยด้วยการซ่อมแซมเครือข่ายทางสัง คมของผู้ป่วยให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น ทำการเฝ้าระวังครอบครัวให้สามารถดำ รงสภาพการเกื้อกูลทางสังคมที่พอเหมาะไว้เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยทางจิต เวช และใช้เป็นทรัพยากรในการบำบัดรักษาทางจิตเวช ยิ่งไปกว่านั้นนักสัง คมสงเคราะห์จิตเวชควรจะรณรงค์ให้ประชาชนในชุมชนฟื้นฟูการเกื้อกูลทางสัง คมให้มีเพิ่มเติม รวมทั้งควรจะมีส่วนร่วมในการวางนโยบายทางสังคมให้บุคคลใน ครอบครัว และสังคมเกื้อกูลกันมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ |
| บรรณานุกรม | : |
อำไพรัตน์ อักษรพรหม . (2534). ความต้องการการเกื้อกูลทางสังคมของผู้ป่วยโรคประสาทโรงพยาบาล สมเด็จเจ้าพระยา.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อำไพรัตน์ อักษรพรหม . 2534. "ความต้องการการเกื้อกูลทางสังคมของผู้ป่วยโรคประสาทโรงพยาบาล สมเด็จเจ้าพระยา".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อำไพรัตน์ อักษรพรหม . "ความต้องการการเกื้อกูลทางสังคมของผู้ป่วยโรคประสาทโรงพยาบาล สมเด็จเจ้าพระยา."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2534. Print. อำไพรัตน์ อักษรพรหม . ความต้องการการเกื้อกูลทางสังคมของผู้ป่วยโรคประสาทโรงพยาบาล สมเด็จเจ้าพระยา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2534.
|
