ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

สตรีในราชสำนักสยามตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2394-2468

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : สตรีในราชสำนักสยามตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2394-2468
นักวิจัย : สาระ มีผลกิจ
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2542
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=56825
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบ โครงสร้างความ สัมพันธ์ในสังคม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสตรีราชสำนักสยามในช่วงรัลกาลที่ 4 ถึง รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2394 - 2468) ทั้งนี้เพราะกลุ่มสตรีราชสำนัก ซึ่งในที่นี้หมายถึง พระภรรยาเจ้าและภรรยาเจ้าในพระมหากษัตริย์พระบรมวงศานุวงศ์และเชื้อพระวงศ์ฝ่ายหญิง รวมไปถึงสตรีสามัญชนที่เข้ามาทำงานในราชสำนักฝ่ายในนั้นเป็นส่วนประกอบสำคัญของพระราชสำนัก เป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์พระมหากษัตริย์ และมีบทบาทในการสืบพระราชสันตติวงศ์ นอกจากนี้ วิถีชีวิตของสตรีราชสำนักนั้นไม่ปรากฏให้เห็นแล้วในปัจจุบัน การศึกษาเกี่ยวกับ สตรีราชสำนักในช่วงเวลาสามรัชกาลดังกล่าวครอบคลุมระยะเวลาที่ราชสำนักฝ่ายในขยายตัวและ พัฒนาขึ้นจนเจริญสูงสุดในสมัยรัชกาลที่ 5 และสลายตัวลงอย่างรวดเร็วในสมัยรัชกาลที่ 6 ดังนั้น การศึกษาดังกล่าวจึงสามารถชี้ให้เห็นทั้งการสืบทอดจารีตประเพณีและความคิดเกี่ยวกับ สถานะและบทบาทของสตรีกลุ่มนี้และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จากการศึกษา เราสามารถสรุปได้ว่าสตรีราชสำนักในช่วงเวลาดังกล่าวประกอบด้วย บุคคลที่มีสถานะและภูมิหลังของชาติตระกูลที่หลากหลาย และเมื่อสตรีเหล่านี้เข้ามาเป็น ส่วนหนึ่งของราชสำนักแล้ว สถานะและเกียรติยศจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไปจนความ สัมพันธ์ระหว่างบุคคล การอุปถัมภ์ค้ำจุนระหว่างผู้ใหญ่และผู้น้อย และขึ้นอยู่กับพระราชนิยม และพระราชอัธยาศัยขององค์พระมหากษัตริย์เป็นสำคัญด้วย การศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบและ โครงสร้างของสตรีในราชสำนักยังชี้ให้เห็นว่าราชสำนักฝ่ายในเป็นหน่วยสังคมที่เปิดโอกาส ให้สตรีทุกระดับชั้นเข้ามารับราชการ นอกเหนือจากสตรีที่เข้ามาเป็นข้าบาทบริจาริกา สตรี สามัญชนที่สูงศักดิ์ก็สามารถได้รับการยกย่องหรือเลื่อนฐานะทางสังคมได้โดยไม่จำเป็นต้อง เป็นภรรยาเจ้าซึ่งจะเห็นได้จากการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในวาระต่าง ๆ แม้แต่ สตรีในระดับผู้รับใช้หรือบริวารก็ได้รับโอกาสให้ทำงานหาเลี้ยงชีพและมีผู้อุปการะ ดังนั้น แม้ว่าราชสำนักฝ่ายในจะเป็นสังคมที่แยกตัวและปิดตัวจากสังคมภายนอก แต่ขณะเดียวกัน ราชสำนักฝ่ายในก็เป็นสังคมที่เปิดต่อการเข้ามามีบทบาทและการเลื่อนสถานะทางสังคมของสตรี ทุกระดับซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับสตรีไทยในสมัยนั้น การดำเนินชีวิตในราชสำนักฝ่ายในมีจุดมุ่งหมายที่จะสนองพระราชประสงค์และความพึงใจ ให้แก่องค์พระมหากษัตริย์ให้มากที่สุด พร้อมทั้งธำรงรักษาสถานภาพของ พระราชวงศ์ชั้นสูง นางห้าม และ สตรีผู้สูงศักดิ์ เพื่อให้สอดคล้องกับพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากการดำรง อยู่ของสตรีราชสำนักนั้นขึ้นอยู่กับการกำหนดสถานที่อยู่อาศัยเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกับบุคคล ภายนอก และขึ้นอยู่กับพระราชูปถัมภ์เป็นสำคัญ เราจึงพบว่าเมื่อพระมหากษัตริย์มีพระราชประสงค์ ที่จะมี ความเป็นส่วนพระองค์ พร้อมทั้งไม่มีพระราชนิยมที่จะอุปถัมภ์สตรีในราชสำนักไว้ ใกล้ชิดพระองค์ ดังที่ปรากฏในรัชกาลที่ 6 กลุ่มสังคมที่เรียกว่าสตรีราชสำนักจะค่อย ๆ สลาย ตัวลง สมาชิกของกลุ่มนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชั้นสูงของประเทศไทย แต่มิได้มีลักษณะ ที่เฉพาะตัวอีกต่อไป เนื้อหาในวิทยานิพนธ์ แบ่งเป็น 5 บท ได้แก่ ~uบทที่หนึ่ง~u บทนำ กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของปัญหาอันเป็นเหตุให้ผู้ศึกษา เลือกศึกษาหัวข้อวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีการตั้งข้อสังเกตและประเด็นการศึกษาเบื้องต้น พร้อมทั้งทำความตกลงเกี่ยวกับขอบเขตความหมายของ สตรีราชสำนัก ~uบทที่สอง~u ศึกษาถึงองค์ประกอบของราชสำนักฝ่ายในซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่ม พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน กลุ่มพระภรรยาเจ้าและภรรยาเจ้าซึ่งเป็นเจ้านายและสามัญชน ตามลำดับ และกลุ่มสตรีสามัญชนที่เข้ามาฝากตัวเป็นบริวารปฏิบัติงานในหน้าที่ต่าง ๆ และ ศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้สตรีกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสตรีราชสำนัก นอกจากนี้ การศึกษาในบทนี้ยังได้พิจารณาลักษณะความสัมพันธ์ที่สตรีเหล่านี้มีต่อกัน โครง สร้างอำนาจและวิธีการปกครองในราชสำนักฝ่ายในด้าย ~uบทที่สาม~u กล่าวถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสตรีราชสำนักในเขตพระราชฐานชั้นใน ในพระบรมมหาราชวังในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงปลายรัชกาลที่ 5 ซึ่งสตรีราชสำนักจะรวมกันอยู่ ณ ทีนี้ที่เดียว โดยพิจารณาทั้งในด้านที่อยู่อาศัย การงาน รายได้ การศึกษา การแต่งกายและ กิจกรรมนันทนาการ ทั้งนี้นอกจากจะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ด้านต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถชี้ให้เห็นถึงทั้งความสืบเนื่องในกฏประเพณีนิยมที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ และการ เปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามามีผลกระทบต่อสภาพชีวิตความ เป็นอยู่ ~uบทที่สี่~u ศึกษาถึงพัฒนาการของราชสำนักฝ่ายในตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 มาจนถึง รัชกาลที่ 6 ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือศูนย์กลางของราชสำนักฝ่ายในไม่ได้อยู่ใน พระบรมมหาราชวังเพียงที่เดียวอีกต่อไป แต่จะมีการแบ่งแยกกลุ่มสตรีราชสำนักออกเป็นกลุ่ม ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปที่ พระราชวังสวนดุสิตกับกลุ่มที่ยังคงอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ความเปลี่ยนแปลงยังคงมีขึ้น ต่อไปในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งจะเห็นการเคลื่อนย้ายของสตรีราชสำนักในรัชกาลที่ 5 ไปสู่วัง สวนสุนันทาและวังส่วนพระองค์อื่น ๆ โดยที่ไม่มีกลุ่มสตรีราชสำนักของรัชกาลที่ 6 เข้ามา แทนที่ จำนวนฝ่ายในที่ลดน้อยลงและการแยกย้ายออกจากกันทำให้กลุ่มสังคมที่เรียกว่าสตรี ราชสำนักเริ่มสลายตัว จนกระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จะคงเหลือ แต่เจ้านายฝ่ายหญิงที่พำนักอยู่ตามวังหรือพระตำหนักส่วนพระองค์เช่นที่บริเวณสวนนอก เป็นต้น ~uบทที่ห้า~u บทสรุป กล่าวถึงประเด็นหลักของวิทยานิพนธ์ทั้งหมดและข้อเสนอแนะใน ประเด็นที่น่าศึกษาค้นคว้าต่อไป

บรรณานุกรม :
สาระ มีผลกิจ . (2542). สตรีในราชสำนักสยามตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2394-2468.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สาระ มีผลกิจ . 2542. "สตรีในราชสำนักสยามตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2394-2468".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สาระ มีผลกิจ . "สตรีในราชสำนักสยามตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2394-2468."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2542. Print.
สาระ มีผลกิจ . สตรีในราชสำนักสยามตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2394-2468. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2542.