| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร |
| นักวิจัย | : | อภิเศก เทพคุณ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2535 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=56318 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร เดิมชื่อ วัดจอมทอง เป็นวัดเก่าครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งยังทรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิสังขรณ์วัดจอมทองเมื่อ พ.ศ. 2364 ในสมัยปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เสมือนการ สร้างพระอารามขึ้นใหม่ และได้ทรงถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า- นภาลัยโปรดเกล้าพระราชทานนามวัดว่า วัดราชโอรส ซึ่งหมายถึงวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา ใช้เวลาในการปฏิสังขรณ์ทั้งสิ้นรวม 14 ปี งานศิลปกรรมอันได้แก่ สถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม ประณีตศิลป์ และ มัณฑนศิลป์ ที่ปรากฏภายในวัดราชโอรสารามมีทั้งรูปแบบศิลปกรรมประเพณีนิยม (คือแบบคตินิยม ที่มาแต่รัชกาลก่อน ๆ) และแบบศิลปกรรมที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่เป็นแบบเฉพาะของ ตนเอง (ซึ่งมีการสร้างงานโดยช่างชาวจีนแต้จิ๋วจากสำเพ็ง) นิยมเรียกกันว่า แบบพระราชนิยม ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ศิลปกรรมแบบพระราชนิยมน ภายในวัดราชโอรสารามที่ศึกษาจากหลักฐานทางด้านศิลปกรรมจาก อาคารหลัก 4 อาคาร คือพระอุโบสถ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ พระวิหารพระยืน และศาลาการเปรียญ รวมทั้งจากอาคารรองอื่น ๆ เช่น กำแพงแก้ว พระระเบียง ศาลาราย วิหารคต ฯลฯ สามารถจัดแบ่ง รูปแบบได้เป็น 1. แบบที่เป็นอิทธิพลศิลปกรรมจีน คือมีรูปแบบศิลปกรรมจีนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลง ลักษณะเดิมในศิลปกรรมแบบประเพณีนิยม เช่น ในส่วนของหลังคาและหน้าบันที่มีการใช้หน้าบันแบบ ลุ่น ๆ ก่ออิฐถือปูน และตกแต่งด้วยปูนปั้นประดับเครื่องเคลือบจีน รวมทั้งการตกแต่งภายใน อาคาร เช่น การใช้งานจิตรกรรมแบบกระบวนจีน การประดับซุ้มกระจกเหนือช่องประตูและหน้าต่าง ฯลฯ เพื่อให้ลักษณะภายนอกและภายในอาคารมีความกลมกลืนกัน 2. แบบที่เป็นศิลปวัตถุจีน คือเป็นศิลปวัตถุจีนที่มีการนำเข้ามาจากการค้าขายกัน ระหว่างไทยและจีนที่มีกันอย่างแพร่หลายในระยะนั้น ซึ่งมีเครื่องเคลือบจีนทั้งเครื่องถ้วย และประติมากรรมรูปต่าง ๆ รวมทั้งกระเบื้องเคลือบปรุ แต่สิ่งที่พบมากที่สุดคือ อับเฉา ซึ่งได้แก่ประติมากรรมศิลาจำหลักเป็นรูปต่าง ๆ เช่น บุคคล สัตว์ เป็นต้น รูปแบบทั้ง 2 นี้มีที่มาจากคติความเชื้อของชาวจีน กล่าวคือมีการใช้รูปแบบของ สัญญลักษณ์จีนมาสร้างงาน เช่นคติของฮก ลก ซิ่ว คติของเซียน คติของสิ่งมงคลต่าง ๆ โดยนำมา ใช้ในงานประดับตกแต่งลวดลายที่หลังคา หน้าบัน ใช้ในงานจิตรกรรมที่เขียนตกแต่งอาคาร และใช้ในงานประณีตศิลป์ เช่น การประดับลวดลายที่ประตูและหน้าต่างรวมทั้งการตกแต่งบริเวณ พื้นที่ด้วยประติมากรรมศิลาจำหลัก ศิลปกรรมแบบพระราชนิยมฯ จากจุดกำเนิด ณ วัดราชโอรสารามนี้ได้รับการสนองตนอบและมี ความนิยมกันอย่างแพร่หลายในรัชกาลของพระองค์ กล่าวคือมีการสร้างพระอารามแบบพระราชนิยมฯ โดยเจ้านายชั้นสูงในพระราชวงศ์และขุนนางอีก 17 แห่งทั้งภายในและภายนอกพระนคร จากนั้น ความนิยมดังกล่าวเริ่มจางลงไปเมื่อศิลปกรรมตะวันตกได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสมัยต่อมาโดย เฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 4 |
| บรรณานุกรม | : |
อภิเศก เทพคุณ . (2535). การศึกษาศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อภิเศก เทพคุณ . 2535. "การศึกษาศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อภิเศก เทพคุณ . "การศึกษาศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2535. Print. อภิเศก เทพคุณ . การศึกษาศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2535.
|
