| ชื่อเรื่อง | : | Plant Variety Protection Act |
| นักวิจัย | : | Kaitisak Ambuntum |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2541 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=54041 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ศึกษาระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชที่มีความเหมาะสมสำหรับ ประเทศไทย โดยศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการใช้กฎหมายสิทธิบัตรกับกฎหมายเฉพาะ ในการให้ความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ และยังศึกษาวิเคราะห์ร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ที่จะประกาศบังคับใช้ว่ามีข้อดีและข้อเสียที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นประการใด วิธีการศึกษาโดยวิเคราะห์แนวความคิดและมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครอง พันธุ์พืชของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่นและประเทศออสเตรเลีย และศึกษาการ คุ้มครองพันธุ์พืชภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครอง พันธุ์พืชใหม่ การคุ้มครองพันธุ์พืชภายใต้ข้อถือปฏิบัตินานาชาติว่าด้วยทรัพยากร พันธุกรรมพืช อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และความตกลงว่าด้วยสิทธิ ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าขององค์การการค้าโลก สำหรับการวิเคราะห์โครงสร้างร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของประเทศไทย ได้ ศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของประเทศสหรัฐอเมริกาและอนุสัญญา ระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสีย ตลอดจน ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการประกาศใช้กฎหมายนี้ ผลการศึกษาพบว่าการคุ้มครองพันธุ์พืชโดยใช้กฎหมายเฉพาะ ได้แก่ กฎหมายคุ้มครอง พันธุ์พืชใหม่ มีความเหมาะสมสำหรับประเทศไทย มากกว่าการใช้กฎหมายสิทธิบัตร เนื่องจาก เป็นการคุ้มครองที่มีลักษณะไม่เข้มงวดเท่ากับกฎหมายสิทธิบัตร และยังให้สิทธิเกษตรกร ขยายพันธุ์พืชคุ้มครองปลูกในไร่นาของตนเองในฤดูเพาะปลูกต่อไปซึ่งสิทธินี้ในระบบสิทธิบัตร ไม่มี นอกจากนี้หลักเกณฑ์การคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรไม่มีความเหมาะสมที่จะใช้ คุ้มครองพันธุ์พืช ได้แก่ ลักษณะความใหม่ ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นและการใช้ประโยชน์ ได้บัญญัติเพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์เกี่ยวกับเครื่องกล ฟิสิกส์และเคมี จึงไม่มีความ เหมาะสมที่นำมาใช้คุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงและมีการผลิตที่ซับซ้อน มากกว่าการประดิษฐ์ในสาขาอื่นๆ การให้ความคุ้มครองของสิทธิบัตรเน้นไปที่การใช้ ความสามารถของผู้ประดิษฐ์เป็นหลัก หากการประดิษฐ์เป็นสิ่งใหม่แต่ไม่มีขั้นการประดิษฐ์ ที่สูงขึ้น เนื่องจากการประดิษฐ์นี้คนธรรมดาทั่วไปคิดสร้างสรรค์ได้ก็รับจดทะเบียนสิทธิบัตร ไม่ได้ แต่ถ้าการประดิษฐ์เป็นสิ่งใหม่ และเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่เป็นที่ประจักษ์โดยง่าย แก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทนั้นก็สามารถจดทะเบียน สิทธิบัตรได้ ส่วนหลักเกณฑ์การคุ้มครองโดยกฎหมายเฉพาะมีความเหมาะสมมากกว่าเพราะเน้น ที่พันธุ์พืชใหม่ที่ผลิตหรือปรับปรุงพันธุ์พืชขึ้นมาว่า มีลักษณะแตกต่างจากพันธุ์อื่นอย่าง เด่นชัด มีความสม่ำเสมอของลักษณะประจำพันธุ์ และมีความคงตัวของลักษณะประจำพันธุ์ เมื่อขยายพันธุ์สู่ชั่วต่อไป หากพันธุ์พืชใดมีลักษณะครบ 3 ประการ ก็จะได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช โดยพันธุ์พืชที่ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาไม่จำเป็นต้องมีขั้นการ ประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ดังเช่น หลักเกณฑ์ของสิทธิบัตร ฉะนั้นหากบุคคลใดนอกจากนักปรับปรุง พันธุ์พืชสามารถพัฒนาพันธุ์พืชขึ้นมาใหม่ มีลักษณะครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย คุ้มครองพันธุ์พืชก็สามารถจดทะเบียนคุ้มครองได้ ความไม่เหมาะสมประการที่สำคัญที่ไม่ควรใช้ระบบกฎหมายสิทธิบัตรคุ้มครอง พันธุ์พืช ได้แก่ กฎหมายสิทธิบัตรให้สิทธิผูกขาดในพันธุ์พืชจดทะเบียนแก่ผู้ทรงสิทธิ อย่างเด็ดขาดมากกว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ประเทศไทยซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร การศึกษาร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ปรากฎว่าประกอบด้วยส่วนสำคัญได้แก่ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และการคุ้มครองพันธุ์พืชดั้งเดิม ในส่วนการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีความสอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยสิทธิทรัพย์สิน ทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าขององค์การการค้าโลก และในส่วนการคุ้มครองพันธุ์พืช ดั้งเดิม ได้แก่ พันธุ์พืชพื้นเมืองและพันธุ์พืชป่า มีความสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วย ความหลากหลายทางชีวภาพ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามร่างกฎหมายมีข้อดี ได้แก่ เป็นการให้ความคุ้มครอง สิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืช ส่งเสริมให้มีพันธุ์พืชใหม่เกิดขึ้น ทำให้เกษตรกรมีโอกาส หรือทางเลือกใหม่ในการใช้พันธุ์พืชมากขึ้น ส่งเสริมให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการ เกษตรและการเจริญเติบโตอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ สำหรับข้อเสีย ได้แก่ ร่างกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้วิสาหกิจข้ามชาติมากกว่าวิสาหกิจในประเทศผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ อาจทำให้ เมล็ดพันธุ์พืชใหม่มีราคาสูงขึ้น สิทธิเกษตรกรในการใช้พันธุ์พืชใหม่เพื่อการเพาะปลูก ในฤดูต่อไปถูกจำกัด และชนิดพันธุ์พืชคุ้มครองมิได้กำหนดไว้ในร่างกฎหมาย แต่ให้เป็น อำนาจของฝ่ายบริหารเป็นผู้กำหนด ในการคุ้มครองพันธุ์พืชดั้งเดิมคาดว่าจะมีข้อดีและข้อเสียดังนี้ ข้อดีได้แก่ สิทธิเกษตรกรในเรื่องพันธุกรรมพืชได้รับรองไว้ในร่างกฎหมายสิทธิของชุมชนและภูมิปัญญา ท้องถิ่นเกี่ยวกับพันธุ์พืช ตลอดจนความหลากหลายในพันธุืพืชได้รับความคุ้มครอง และมี กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชเกิดขึ้น สำหรับข้อเสีย คือ ความไม่แจ้งชัดในความหมายของ คำว่าชุมชน ความไม่พร้อมของชุมชนในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรพันธุ์พืช ได้แก่ บทบาทการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น และการจำแนกพันธุ์พืชพื้นเมือง ของชุมชน ข้อเสนอแนะในการวิจัย ประเทศไทยควรมีระบบคุ้มครองพันธุ์พืชโดยใช้กฎหมาย เฉพาะ ได้แก่ กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชควรให้สิทธิเกษตรกร ใช้พันธุ์พืชคุ้มครองเพาะปลูกในไร่นาของตนเองในฤดูต่อไป โดยไม่ควรจำกัดปริมาณ เพียงไม่เกินสามเท่าของปริมาณที่ได้มา ควรกำหนดชนิดพันธุ์พืชที่รับขึ้นทะเบียนเป็น พันธุ์พืชใหม่ไว้ในร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชและเตรียมความพร้อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบังคับใช้กฎหมาย ในส่วนของการคุ้มครองพันธุ์พืชดั้งเดิม ควรกำหนดความหมาย ของคำว่า ชุมชน ให้มีความชัดเจน เตรียมความพร้อมของชุมชนสำหรับการมีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการทรัพยากรพันธุกรรมพืช และประการสุดท้ายควรมีการศึกษาวิจัย ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการบังคับใช้ร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช |
| บรรณานุกรม | : |
Kaitisak Ambuntum . (2541). Plant Variety Protection Act.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. Kaitisak Ambuntum . 2541. "Plant Variety Protection Act".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. Kaitisak Ambuntum . "Plant Variety Protection Act."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2541. Print. Kaitisak Ambuntum . Plant Variety Protection Act. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2541.
|
