| ชื่อเรื่อง | : | การออกเสียงแสดงประชามติในประเทศไทย |
| นักวิจัย | : | วัชรพงษ์ จำปาวัน |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2541 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=54010 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจ สูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของประชาชน แต่จากสภาพความซับซ้อนของภาระหน้าที่ ของรัฐในปัจจุบันรวมทั้งจำนวนประชากรในแต่ละรัฐมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การที่จะให้ ประชาชนแต่ละคนเข้าไปใช้อำนาจดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวาย ดังนั้น เกือบทุกรัฐ จึงจำเป็นต้องใช้ระบอบการปกครองที่ให้ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางผู้แทนซึ่งเป็น ระบอบที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าผู้แทนที่ประชาชนเลือกนั้นเป็นตัวแทนของประชาชนและ การกระทำของผู้แทนสะท้อนออกถึงความต้องการของประชาชน กล่าวคือผู้แทนคิดอย่างไร ประชาชนคิดอย่างนั้น แต่ปัจจุบันรูปแบบการปกครองดังกล่าวมีปัญหาโดยทั่วไป ซึ่งเกิดจาก ระบบผู้แทนที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานดังกล่าว เมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขทางด้านสังคมวิทยา (Socialogy) แล้วจะพบว่าผู้แทนหรือพรรคการเมืองที่ผู้แทนสังกัดอยู่ย่อมมีผลประโยชน์ ผูกพันกับตนเองหรือพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ทำให้การใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ร่วมของประชาชน ประกอบกับกลไกการตรวจสอบผู้แทนที่ให้ประชาชน มีส่วนโดยตรงมีเฉพาะการใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น โดยหากประชาชนที่เลือกผู้แทนเข้าไป ทำหน้าที่แทนตนนั้นเห็นว่าผู้แทนของตนทำหน้าที่ไม่ดีหรือมีข้อบกพร่อง ประชาชนก็จะไม่เลือก ผู้แทนคนนั้นอีก จากการศึกษาพบว่า ในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี สวีเดน ซึ่งใช้ระบอบประชาธิปไตยโดยทางผู้แทนเป็นหลัก ในการปกครอง ประเทศก็ได้นำมาตรการที่เรียกว่า การออกเสียงแสดงประชามติ (Referendum) มาใช้ เสริมจุดอ่อนของการใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านทางผู้แทนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการให้ ประชาชนตรวจสอบการบิดเบือนอำนาจทางนิติบัญญัติของผู้แทนและมาตรการดังกล่าวไม่ส่งผล ให้ความรับผิดชอบของเหล่าผู้แทนลดน้อยลง ส่วนการออกเสียงแสดงประชามติที่ประเทศ ดังกล่าวนำมาใช้ก็มีหลายรูปแบบและส่วนใหญ่จะนำมาใช้เป็นกระบวนการสุดท้ายในการ บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งการนำการออกเสียงแสดงประชามติมาใช้ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของแต่ละประเทศ นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบ ประชาธิปไตยที่ถือว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของประชาชน ประเทศไทย ใช้ระบอบการปกครองที่อำนาจอธิปไตยถูกใช้ผ่านผู้แทนมาตลอด ในทางปฏิบัติประชาธิปไตย โดยทางผู้แทนของประเทศไทยเกิดปัญหาหลายประการไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักการของระบอบ ประชาธิปไตยโดยทางผู้แทน ระบบเลือกตั้ง ระบบพรรคการเมือง ตลอดจนกลไกของการ ตรวจสอบผู้แทนยังไม่เพียงพอ ส่วนเรื่องแนวความคิดในการนำการออกเสียงแสดงประชามติมาใช้เสริมระบอบการ ปกครองที่ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยผ่านผู้แทน ประเทศไทยได้มีความพยายามนำการออก เสียงแสดงประชามติมาใช้หลายครั้ง แต่ยังไม่เคยถูกใช้ในทางปฏิบัติและรัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบันได้นำการออกเสียงแสดงประชามติมาบัญญัติไว้ในมาตรา 214 แต่เป็นรูปแบบในเชิง หารือซึ่งให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ริเริ่มและผลของการออกเสียงแสดงประชามติไม่มีผลผูกพัน องค์กรของรัฐให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ารูปแบบการออกเสียงแสดงประชามติ ดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองของคณะรัฐมนตรีและมีความเป็นได้อย่างมาก ที่จะกลายเป็นการออกเสียงแสดงประชามติสนับสนุนตัวบุคคลมากกว่านโยบายหรือกิจการใดๆ ที่คณะรัฐมนตรีต้องการหารือ และเป็นเรื่องยากที่จะหามาตรการมาป้องกันการกระทำดังกล่าว ผู้เขียนจึงเสนอว่าประเทศไทยควรจะเลือกใช้การออกเสียงแสดงประชามติในรูปแบบ ที่กฎหมายบังคับให้ต้องกระทำและมีผลผูกพัน โดยในเบื้องต้นเห็นควรใช้เป็นข้อยกเว้น ของระบอบการใช้อำนาจอธิปไตยโดยทางผู้แทนและใช้เฉพาะกรณีการจัดทำรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้งยังเห็นควรปรับปรุงสิทธิริเริ่ม เสนอกฎหมายโดยประชาชนตามที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 มาตรา 170 และยกเลิกการออกเสียงแสดงประชามติในรูปแบบที่ปรากฎในมาตรา 214 |
| บรรณานุกรม | : |
วัชรพงษ์ จำปาวัน . (2541). การออกเสียงแสดงประชามติในประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. วัชรพงษ์ จำปาวัน . 2541. "การออกเสียงแสดงประชามติในประเทศไทย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. วัชรพงษ์ จำปาวัน . "การออกเสียงแสดงประชามติในประเทศไทย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2541. Print. วัชรพงษ์ จำปาวัน . การออกเสียงแสดงประชามติในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2541.
|
