ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

แนวทางจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง : ศึกษา เฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : แนวทางจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง : ศึกษา เฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร
นักวิจัย : สันธนะ ประยูรรัตน์
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2541
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=54008
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อกฎหมายตามประมวลรัษฎากรในปัจจุบัน ว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและพิจารณา ศึกษาถึงข้อเท็จจริงและเสนอแนะมาตรการเพื่อการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากรถจักรยานยนต์รับจ้างตามกฎหมาย ผลการศึกษาพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับย่านที่พักอาศัยที่เป็นซอยลึกเข้าไปจากถนน สายหลักและขาดระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่เขตชานเมือง เป็นสาเหตุให้เกิดรถจักรยานยนต์ รับจ้างขึ้น ต่อมาโดยการริเริ่มของกลุ่มทหารเรือในซอยงามดูพลีในปี พ.ศ.2524 รถจักรยานยนต์รับจ้างได้เริ่มเข้าสู่เขตเมือง โดยกลุ่มทหารเรือได้รวมกลุ่มกันจัดตั้ง เป็นคิวรถจักรยานยนต์รับจ้างขึ้น ซึ่งเรียกว่า วิน ส่งผลให้มีการเลียนแบบการจัดตั้ง คิวรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่อื่นๆ มากมายกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และสืบเนื่องกับ ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างมากในชั่วโมงเร่งด่วนในเขตพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ผู้คนจำนวนมากหันมาใช้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง ด้วยเหตุมีความคล่องตัวสูงและ ประหยัดเวลาในการเดินทาง จึงเป็นปัจจัยส่งเสริมให้รถจักรยานยนต์รับจ้างขยายตัว อย่างรวดเร็ว จากจำนวนคิวรถจักรยานยนต์รับจ้าง 831 คิว จำนวน 16,528 คัน ในปี พ.ศ.2531 เป็น 1,415 คิว จำนวน 31,420 คัน ในปี พ.ศ.2534 และเพิ่มขึ้น เป็น 2,426 คิว จำนวน 46,087 คัน ในปี พ.ศ.2538 ซึ่งคิวที่ตั้งขึ้นจะอยู่ในย่านธุรกิจ ที่มีการจราจรติดขัดและบริเวณที่ประชาชนจะใช้เป็นจุดเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง ได้แก่ บริเวณป้ายรถเมล์ สถานีรถไฟ และบริเวณท่าเรือ การจัดตั้งคิวต้องขออนุญาตตำรวจ ท้องที่ การเดินรถต้องมีเสื้อคิวเพื่อแสดงสิทธิในการเดินรถ จะให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00 น. - 01.00 น.ของวันรุ่งขึ้น แต่บางคิวก็มีบริการตลอด 24 ชั่วโมง และในปี พ.ศ.2539 มีจำนวนผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างประมาณ 48,000 คน การประกอบกิจการรถจักรยานยนต์รับจ้างใช้ต้นทุนไม่สูงมากนัก แต่สามารถทำ รายได้ที่ดีมากให้กับผู้ขับขี่ โดยเฉลี่ยประมาณ 425 บาทต่อวัน หรือ 10,625 บาทต่อเดือน จึงทำให้มีปริมาณเงินจากธุรกิจรถจักรยานยนต์รับจ้าง เฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ.2539 ประมาณถึง 6,120 ล้านบาท จากการศึกษาชี้ว่า รายได้ของผู้ขับขี่ รถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นเงินได้พึงประเมินชนิดหนึ่งตามความหมายแห่งประมวลรัษฎากร (มาตรา 39) โดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินจากการขนส่งซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมิน ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง จึงเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามบทบัญญัติส่วน 2 หมวด 3 ลักษณะ 2 ถ้าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างมีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 56) โดยให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างประเมินตนเองแล้วยื่นแบบแสดงรายการ เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินจากการขนส่ง เป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.94 เพื่อชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี ภาษีที่ชำระไว้ถือว่าเป็นเครดิตภาษีหักกลบลบกับภาษีที่ต้องเสียตอนสิ้นปี โดยถือเป็น การชำระภาษีไว้ล่วงหน้า (มาตรา 56 ทวิ) และระยะที่สองยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของทุกๆ ปี เพื่อชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี (มาตรา 56) โดยสามารถนำภาษีที่ได้ชำระไว้ครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) มาเป็นเครดิตหักกลบลบออกจากภาษี ที่ต้องเสียสิ้นปี ถ้าภาษีสิ้นปีมีจำนวนมากกว่าก็ให้เสียเพิ่ม ถ้าภาษีสิ้นปีมีจำนวนน้อยกว่า ก็มีสิทธิขอคืน สำหรับการคำนวณภาษีสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีคือ หักค่าใช้จ่าย ตามความจำเป็นและสมควรหรือหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ซึ่งกรณีหักค่าใช้จ่ายเป็นการ เหมา พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2502) มาตรา 8(15) กำหนดให้หักค่าใช้จ่าย เป็นการเหมาสำหรับการขนส่งหรือรับจ้างด้วยยานพาหนะได้ร้อยละ 80 ส่วนค่าลดหย่อนก็ สามารถหักได้ตามสถานะของแต่ละบุคคลไป เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายตามประมวลรัษฎากรแล้ว มีความเหมาะสมและความเป็น ไปได้โดยชอบในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากการให้บริการรถจักรยานยนต์ รับจ้างในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร ทั้งด้านหลักการและเหตุผล ตลอดถึงวิธีการบริหาร การจัดเก็บ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้เขียนได้เสนอแนะมาตรการเพื่อการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาจากการให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง คือ ให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 โดยกำหนดให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับ รถจักรยานยนต์รับจ้าง กำหนดให้รถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นรถยนต์สาธารณะ กำหนด ลักษณะของรถจักรยานยนต์รับจ้างให้ต่างจากรถจักรยานยนต์ทั่วไป กำหนดอัตราภาษี ประจำปีสำหรับรถจักรยานยนต์รับจ้างไว้โดยเฉพาะ สำหรับอัตราภาษีประจำปี เสนอแนะให้กรมการขนส่งทางบกเป็นหน่วยงานจัดเก็บ ภาษี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงแต่งตั้งให้เจ้าพนักงานกรมการ ขนส่งทางบกที่เกี่ยวข้องเป็นเจ้าพนักงานประเมิน ทำการประเมินและกำหนดเป็นอัตรา ภาษีประจำปี แล้วเรียกเก็บแทนกรมสรรพากร ซึ่งอัตราภาษีประจำปีที่เรียกเก็บนั้นเป็น อัตราภาษีเหมาจากสองฐานภาษี คือฐานภาษีที่เป็นทรัพย์สิน (ตัวรถจักรยานยนต์รับจ้าง และฐานภาษีที่เป็นเงินได้ (การนำเอารถจักรยานยนต์มาประกอบธุรกิจการขนส่ง) ดังนั้น เมื่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างเสียภาษีประจำปีแล้ว ก็ไม่ต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาจากธุรกิจนี้อีก ผู้เขียนเสนอแนะอัตราภาษีประจำปีรถจักรยานยนต์รับจ้างในอัตราคันละ 500 บาท โดยชำระเป็นการล่วงหน้าคราวละหนึ่งปี

บรรณานุกรม :
สันธนะ ประยูรรัตน์ . (2541). แนวทางจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง : ศึกษา เฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สันธนะ ประยูรรัตน์ . 2541. "แนวทางจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง : ศึกษา เฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สันธนะ ประยูรรัตน์ . "แนวทางจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง : ศึกษา เฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2541. Print.
สันธนะ ประยูรรัตน์ . แนวทางจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง : ศึกษา เฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2541.