ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
นักวิจัย : นันทน อินทนนท์
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=53626
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่เหนือสิ่งต่างๆ ที่เป็น ผลิตผลจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ผู้ทรงสิทธิมีสิทธิกีดกันมิให้บุคคลอื่น แสวงหาประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ภายใต้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญานั้น การให้ความคุ้มครอง สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจึงมีลักษณะเป็นการกีดกันทางการค้า และทำให้ผู้ทรงสิทธิ มีอำนาจผูกขาดเหนือผลิตภัณฑ์ภายใต้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญานั้นทั้งหมด การที่ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญามีลักษณะเป็นการสร้างอำนาจผูกขาดเช่นนี้ จึงทำให้บุคคล ภายนอกไม่สามารถแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่เหนือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้โดยปราศจากยินยอมของผู้ทรงสิทธิแม้ผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ทรงสิทธิได้นำ ออกจำหน่ายหรือให้ความยินยอมในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้นก็ตาม กฎหมายของนานาประเทศ จึงต้องมีบทบัญญัติหรือแนวคำพิพากษาของศาลในการจำกัดสิทธิของผู้ทรงสิทธิไว้เพื่อให้ บุคคลภายนอกสามารถใช้หรือนำผลิตภัณฑ์นั้นออกจำหน่ายต่อไปได้โดยไม่ต้องได้รับความ ยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ทรงสิทธิ โดยกฎหมายของบางประเทศถือว่า เมื่อผู้ทรงสิทธิได้ จำหน่ายหรือให้ความยินยอมในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา แล้ว ย่อมเป็นการแสดงว่าผู้ทรงสิทธิได้อนุญาตให้ผู้ซื้อหรือบุคคลที่สามแสวงหาประโยชน์ จากทรัพย์สินทางปัญญานั้นได้โดยปริยาย นักกฎหมายคอมมอนลอว์เรียกหลักการนี้ว่า ทฤษฎีการอนุญาตโดยปริยาย แต่กฎหมายของบางประเทศถือว่าเมื่อผู้ทรงสิทธิได้ จำหน่ายหรือให้ความยินยอมในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา แล้ว สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่เหนือผลิตภัณฑ์นั้นย่อมระงับสิ้นไป ผู้ซื้อหรือ บุคคลที่สามสามารถแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญานั้นได้โดยไม่ถือว่าเป็นการ ละเมิด เพราะสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่เหนือผลิตภัณฑ์นั้นได้ระงับสิ้นไปแล้ว หลักกฎหมายนี้เรียกว่า หลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา แม้ว่าทฤษฎีการอนุญาตโดยปริยายและหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา จะได้รับการยอมรับในกฎหมายของนานาประเทศว่า หากไม่มีหลักการเช่นนี้จะทำให้ การแสวงหาประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ภายใต้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นการละเมิดสิทธิ ของผู้ทรงสิทธิในทุกกรณี แต่โดยส่วนใหญ่หลักการเช่นนี้จะถูกจำกัดให้มีผลเฉพาะ เมื่อมีการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในประเทศที่ให้ความคุ้มครองสิทธินั้นเท่านั้น แต่หาก ผลิตภัณฑ์นั้นได้ถูกวางจำหน่ายในต่างประเทศ ไม่ว่าโดยผู้ทรงสิทธิเองหรือโดยวิสาหกิจ ที่มีความสัมพันธ์กับผู้ทรงสิทธิ ผู้ทรงสิทธิก็จะยังคงมีสิทธิในการกีดกันการนำเข้า ผลิตภัณฑ์นั้นได้ อย่างไรก็ดี ประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศและประเทศที่มีการรวมตัวทาง เศรษฐกิจเป็นตลาดร่วมอย่างสหภาพยุโรปได้เล็งเห็นว่า การจำกัดขอบเขตของหลักการ สิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้มีผลเฉพาะในประเทศที่มีการวางจำหน่ายครั้งแรกจะ ทำให้ผู้ทรงสิทธิสามารถกำหนดราคา ปริมาณ หรือคุณภาพของสินค้าในตลาดของแต่ละ ประเทศให้มีความแตกต่างกันเพื่อเป็นการแบ่งปันตลาด และควบคุมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ภายใต้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้ทั้งหมด ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะเป็นอุปสรรคต่อ การค้าเสรี ประเทศเหล่านี้จึงได้ขยายขอบเขตของหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ออกไป โดยถือว่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญานั้นจะระงับสิ้นไปด้วย แม้ว่าการจำหน่าย ครั้งแรกนั้นจะได้กระทำนอกดินแดนของประเทศที่ให้ความคุ้มครองก็ตาม ในการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศภายใต้ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษี ศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade) หรือที่เรียกว่า ข้อตกลงแกตต์ (GATT) นั้น แม้จะมีสาระของการเจรจาเพื่อลดหรือยกเลิกอุปสรรคทาง การค้าที่มีอยู่ทั้งหมดออกไปก็ตาม แต่ข้อตกลงแกตต์ก็ได้ยกเว้นมิให้ถือว่าการให้ความ คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ประเทศภาคีจึงสามารถ บังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในทางที่เป็นอุปสรรคทางการค้าเพื่อให้ความคุ้มครอง ผู้ทรงสิทธิได้ ส่วนข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้ารวมทั้ง การค้าสินค้าปลอมแปลง (The Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) หรือที่เรียกว่าข้อตกลงทริปส์ (TRIPs) ก็มิได้มีบทสรุปที่ชัดแจ้ง เกี่ยวกับหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศภาคีจึงสามารถกำหนดขอบเขตที่ เหมาะสมของการบังคับใช้หลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเสรี สำหรับประเทศไทยไม่ปรากฎว่ามีบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สิน ทางปัญญาและไม่มีคำพิพากษาของศาลวางแนวบรรทัดฐานไว้โดยตรง ศาลได้นำหลักกฎหมาย ละเมิดมาบังคับใช้ในการวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการนำเข้าซ้อน ซึ่งศาลได้รับรองสิทธิของ ผู้ทรงสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญานั้นแต่เพียงผู้เดียวนั้น และ ผู้ทรงสิทธิสามารถที่จะขัดขวางการนำเข้าซ้อนได้ แม้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นผลิตภัณฑ์ ที่แท้จริงซึ่งผู้ทรงสิทธิได้นำออกวางจำหน่ายในต่างประเทศก็ตาม จากการศึกษาวิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ตามกฎหมายต่างประเทศเปรียบเทียบกับบทบัญญัติกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลไทย อาจ สรุปได้ว่าหากกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยได้นำหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สิน ทางปัญญานอกประเทศมาใช้บังคับ และเปิดโอกาสให้มีการนำเข้าซ้อนผลิตภัณฑ์ภายใต้ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้นั้น จะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีมากยิ่งขึ้นอันเป็นผลดี ต่อผู้บริโภค เพราะสินค้าในประเทศไทยจะต้องมีราคาลดลง และทำให้ผู้บริโภคสามารถ เลือกซื้อสินค้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งจะเป็นการควบคุมมิให้ผู้ทรงสิทธิใช้ ทรัพย์สินทางปัญญานั้นในการแบ่งปันตลาดและสร้างอำนาจผูกขาดในตลาดสินค้านั้น

บรรณานุกรม :
นันทน อินทนนท์ . (2540). ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
นันทน อินทนนท์ . 2540. "ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
นันทน อินทนนท์ . "ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print.
นันทน อินทนนท์ . ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.