| ชื่อเรื่อง | : | กฎหมายกับการปฏิรูปการเมือง |
| นักวิจัย | : | เฉลิม อยู่บำรุง |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2540 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=53614 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | นอกจากคำกล่าวของสุภาษิตลาตินที่ว่า UBI SOCIETAS IBI JUS หรือที่แปลว่า ที่ไหนมีรัฐที่นั่นต้องมีกฎหมาย แล้ว ยังมีหลักทั่วไปของกฎหมายกับสังคมวิทยาการเมืองว่า Social change is law change เป็นการยืนยันว่าเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปกฎบัตรกฎหมาย ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตาม ปัญหาที่ถกเถียงกันในวงการนิติปรัชญา (Philosophy of Law) ก็คือประเด็นที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะมีกฎหมายที่สอดคล้องเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ที่กำหนดกฎเกณฑ์ในการปกครอง ประเทศ (Supreme law of the Land) การปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดหรือที่เรียกกันว่า ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม (Consititutionalism) ที่เริ่มต้นงอกงามในยุโรปปลายสมัยของยุค Enlightenment อันเป็นความงอกงามทางภูมิปัญญาต่อจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ หรือ Renaissance ซึ่งได้สถาปนาระบอบการเมืองการปกครองแนวใหม่นี้ว่าการปกครองแบบกฎหมายเป็นใหญ่ (Rule by Law) แทนที่ระบอบการปกครองตามอำเภอใจโดยคน หรือ Rule by Men หลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญเสรีประชาธิปไตย ดังกล่าวนี้คือ 1. หลักนิติธรรม (Rule of Law) และหลักนิติรัฐ (Legal State) 2. หลักการประชาธิปไตย ที่เรียกว่า Democratic Principal ทั้งนี้ มีความมุ่งหมายที่สำคัญอยู่ด้วยกัน 2 ประการคือ 1. ให้รัฐบาลมีอำนาจอย่างเพียงพอ ที่จะดำรงรักษาไว้ซึ่งประโยชน์มหาชนหรือประโยชน์ ส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพโดยต่อเนื่องมั่นคงมีเสถียรภาพ 2. ในขณะเดียวกันก็คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน จากการแทรกแซงตามอำเภอใจ ของรัฐบาล โดยเสมอภาคกันตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองเป็นระยะๆ มาโดยตลอด แม้แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี มาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คำว่า การปฏิรูปการปกครองประเทศ ที่เห็นเด่นชัดได้แก่การเปลี่ยนแปลงในสมัย รัชกาลที่ 5 กษัตริย์ทรงเป็นผู้นำการปฏิรูปด้วยพระองค์เอง ล่วงมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ซึ่งสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับอิทธิพลของ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศไทยจึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ.2475 การปฏิรูปการปกครองแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือ ระบอบประชาธิปไตย ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัย กฎหมาย เป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ก่อตั้งและรักษาระบอบการเมืองไว้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายมหาชน ที่สำคัญ ซึ่งเรียกว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ นับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ.2475 มาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว 15 ฉบับ บางฉบับมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง โดยไม่นับ กฎหมายมหาชนที่สำคัญๆ อย่างอื่น และ/หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกมากมายหลายฉบับ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่างๆ ได้ เช่น ปัญหาการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง โดยการใช้เงินและอิทธิพล ปัญหาการเมืองถูกผูกขาดโดยคนส่วนน้อย คนดีมีความรู้ความสามารถ เข้าสู่การเมืองได้ยาก ปัญหาการขาดกลไกที่เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพในการควบคุมฝ่ายบริหาร มิให้ทุจริตและประพฤติมิชอบ ประชาชนขาดการมีส่วนร่วมทางการเมือง ฯลฯ สภาพของปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน อันเป็นมูลเหตุให้เกิดการปฏิรูปการเมือง ได้แก่ 1. การใช้เงินเป็นใหญ่ 2. การผูกขาดทางการเมืองโดยคนจำนวนน้อย 3. คนดีเข้าไปสู่การเมืองได้ยาก 4. การทุจริตประพฤติมิชอบ 5. การเป็นเผด็จการในระบอบ 6. การต่อสู้ขัดแย้งเรื้อรัง 7. การไม่มีประสิทธิภาพการบริหาร 8. การขาดสภาวะผู้นำทางการเมือง ดังนั้น จึงจำต้องทำการปฏิรูปทางการเมืองอย่างเป็นกระบวนการ เพื่อปรับปรุงแก้ไข ปัญหาของระบบการเมืองทั้งระบบ เพื่อให้นักการเมืองในระบบมีความสุจริต และแก้ปัญหา ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการใช้กระบวนการทาง กฎหมายเป็นหลัก เป็นเครื่องมือสำคัญตามหลักนิติธรรม (The Rule of Law) หรือหลัก Due Process of Law โดยนิติวิธีและนิตินโยบาย ลักษณะและสาระสำคัญของการปฏิรูปการเมืองโดยสรุป 1) การปฏิรูปการเมืองต้องแก้ไขปัญหาของการเมืองทั้งระบบ ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่ง 2) การปฏิรูปการเมืองมีจุดมุ่งหมายสร้างความสุจริต และประสิทธิภาพทางการเมือง 3) ยกร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้เป็นการปฏิรูปทางการเมือง 4) การปฏิรูปการเมืองยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นกรอบหลัก ทั้งนี้โดยมุ่งปรับระบบรัฐสภาแบบล้าสมัย ให้เป็นรัฐสภาแบบทันสมัยและมีเหตุผล การปฏิรูปทางการเมืองดังกล่าวนี้ กระทำโดยการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ พร้อมด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง โดยองค์กรพิเศษที่ไม่ใช่ รัฐสภา ปกติที่มีอยู่ แต่จัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยหวังว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ดีกว่าทุกๆ ฉบับที่ได้ประกาศใช้ไปแล้ว ด้วยคณะผู้ยกร่างที่มีความเข้าใจสภาพปัญหาทาง การเมืองทางสังคมวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความแตกฉานเชี่ยวชาญทาง กฎหมายมหาชน ผลจากการศึกษาสภาพปัญหาต่างๆ ดังกล่าวประกอบกับหลักการ หลักกฎหมายมหาชน ทฤษฎีแนวคิดที่เกี่ยวข้อง ผู้เขียนมีความเห็นว่า คำว่า รัฐธรรมนูญ ที่มักจะมุ่งเน้นกันอยู่ในขณะนี้นั้น มีความหมายแตกต่างไปจาก คำว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยที่คำแรกมีความหมายแคบกว่าคำหลัง ทั้งนี้เพราะคำว่า รัฐธรรมนูญ มุ่งหมายเฉพาะส่วนที่เป็นตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง เท่านั้น ในขณะที่คำว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ กลับมีความหมายรวมไปถึงกฎเกณฑ์การปกครอง ประเทศ ทั้งที่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและ/หรือจารีตประเพณีอันมีมาอย่างสืบเนื่อง ยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย ทั้งยังอาจศึกษาถึงหลักเกณฑ์ทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่นใดอีกด้วยก็ได้ ส่วนคำว่า สถาบันทางการเมืองการปกครอง นั้น ก็มิได้มีความหมายเฉพาะที่ คิดค้นกำหนดขึ้นมาเองลอยๆ โดยปราศจากหลักการและเหตุผลที่ถูกต้องได้ เพราะคำว่า สถาบัน ทางการเมืองการปกครองในทางนิติศาสตร์ ถือเป็นบทบัญญัติทั้งหมดในทางกฎหมาย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันหรือภารกิจหน้าที่อย่างเดียวกัน ส่วนในทางรัฐศาสตร์มี ความหมายถึงความคิดความเชื่อที่เป็นคตินิยมของคนในชาติ รวมตลอดไปจนถึงขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ ที่ปฏิบัติสืบเนื่องต่อๆ กันมา สำหรับคำว่า ระบบการเมือง กับ ระบอบการเมือง ซึ่งมักจะใช้กันอย่างผิดๆ ทั่วไปนั้น คำทั้งสองคำนี้หมายถึงสิ่งทั้งหมดที่ประสานสอดคล้องเกี่ยวเนื่องกันของสถาบัน ทางการเมืองการปกครอง โดยที่คำแรกมีความหมายกว้างกว่า ทั้งนี้เพราะหมายถึง การศึกษาถึงความสัมพันธ์ของระบอบการเมืองใดๆ กับสาระสำคัญอื่นๆ ของระบบสังคม อาทิ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม อุดมการณ์ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสถาบันทางการเมืองการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศไทย จึงย่อมมีความหมายโดยเฉพาะ เจาะจงลึกซึ้งละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ทั้งในความหมายทางวิชาการและโดยความหมายของ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ไม่น้อยกว่านานาอารยประเทศอื่นใด จึงเป็นการ สมควรที่ปัญหานี้จะได้รับการศึกษา ค้นคว้าพิเคราะห์พิจารณาอย่างรอบด้าน ละเอียดรอบคอบ มิใช่ด้วยกระแสทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้ โดยผลของการศึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้เขียนได้เสนอแนะหลักการ สำคัญๆ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ได้นำเสนอมาตามลำดับข้างต้นไว้เป็นกรอบเค้าโครงร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างละเอียด ในส่วนสุดท้ายของวิทยานิพนธ์ไว้ด้วยแล้ |
| บรรณานุกรม | : |
เฉลิม อยู่บำรุง . (2540). กฎหมายกับการปฏิรูปการเมือง.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. เฉลิม อยู่บำรุง . 2540. "กฎหมายกับการปฏิรูปการเมือง".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. เฉลิม อยู่บำรุง . "กฎหมายกับการปฏิรูปการเมือง."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print. เฉลิม อยู่บำรุง . กฎหมายกับการปฏิรูปการเมือง. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.
|
