| ชื่อเรื่อง | : | การเตรียมการเกษียณอายุราชการ : ศึกษากรณีข้าราชการกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ |
| นักวิจัย | : | ดารณีย์ ศรีสวัสดิ์กุล |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2539 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1222539000016 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ปัญหาผู้สูงอายุในสังคมไทย ได้กลายเป็นประเด็นทางสังคมที่ได้รับการวิพากย์โดยทั่วไปอันเนื่องมาจากการที่พบว่า มีกลุ่มผู้สูงอายุส่วนหนึ่งต้องประสบปัญหาการปรับตัวใช้ชีวิตในบั้นปลาย ไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้ตามอัตภาพ บางส่วนถูกทอดทิ้งกลายเป็นปัญหาสังคม และบางส่วนขาดความพึงพอใจในชีวิต ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความช่วยเหลือสนับสนุนและส่งเสริมให้กลุ่มผู้สูงอายุดังกล่าวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีคุณภาพที่ดีต่อไป โดยเฉพาะการกำหนดหรือปรับนโยบายบริการทางสังคมของรัฐให้เอื้อประโยชน์ต่อผู้สูงอายุให้มากและเพื่อแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากผู้สูงอายุ ตลอดจนการแสวงหาแนวทางในการป้องกันปัญหาอันจะเกิดจากผู้สูงอายุในอนาคต แนวคิดในเรื่องของการเตรียมการเกษียณอายุจึงเริ่มได้รับความสนใจ และยอมรับว่าน่าจะเป็นมรรควิธีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ข้าราชการที่เกษียณอายุราชการก็เป็นผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่ง ที่มีส่วนหนึ่งประสบกับปัญหาการปรับตัวใชชีวิตภายหลังเกษียณ อันเนื่องมาจากขาดการเตรียมความพร้อมก่อนการเกษียณอายุราชการ การศึกษาเรื่อง "การเตรียมการเกษียณอายุราชการ : ศึกษากรณีข้าราชการกรมพลศึกษากระทรวงศึกษาธิการ" ในครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) การให้ความสำคัญในการเตรียมการเกษียณอายุราชการ โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาดังนี้ 1. เพื่อศึกษาถึงระดับการเตรียมการเกษียณอายุราชการของข้าราชการกรมพลศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพกายและจิต ด้านที่พักอาศัย ด้านเศรษฐกิจด้านกิจกรรมงานอดิเรก และด้านการมีส่วนร่วมในสังคม 2. เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเตรียมการเกษียณอายุราชการของข้าราชการกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในการศึกษาครั้งนี้ได้กำหนดให้ข้าราชการกรมพลศึกษาที่มีช่วงอายุ 50-60 ปี ซึ่งปฏิบัติราชการภายในปีงบประมาณ 2539 เป็นกลุ่มประชากรศึกษา โดยทำการศึกษาทั้งหมดรวมจำนวน97 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง คำตอบสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ F-Test ผลการศึกษาพบว่า 1. ข้าราชการมีการเตรียมการเกษียณอายุราชการทั้ง 5 ด้าน ในระดับเตรียมปานกลาง((-,X)=2.72) ทุกด้าน โดยให้ความสำคัญต่อการเตรียมการเกษียณอายุราชการในด้านสุขภาพกายและจิต ((-,X)=3.21) เป็นอันดับแรก รองลงมาได้แก่ด้านเศรษฐกิจ ((-,X)=2.80) ด้านการมีส่วนร่วมในสังคม ((-,X)=2.50) ด้านที่พักอาศัย ((-,X)=2.43) และด้านกิจกรรมงานอดิเรก((-,X)=2.35) ตามลำดับ 2. ปัจจัยทางด้านบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับการเตรียมการเกษียณอายุราชการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเตรียมการเกษียณอายุราชการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ปัจจัยแวดล้อมประกอบด้วย ความสัมพันธ์กับครอบครัวและความสัมพันธ์กับเพื่อน สำหรับปัจจัยที่ทำให้ผู้ใกล้เกษียณอายุราชการขาดการเตรียมการเกษียณอายุราชการมีดังนี้ 1. ขาดข้อมูลข่าวสารด้านต่างๆ ที่จะเอื้ดประโยชน์ต่อการเตรียมการเกษียณอายุของข้าราชการอาทิ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น โรคที่มักจะเกิดกับผู้สูงอายุ โภชนาการสำหรับผู้สูงอายุการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและสภาพปัญหาของผู้สูงอายุ ข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจ เช่น ข้อดีข้อเสียของการรับบำเหน็จบำนาญ อาชีพสำรอง ข้อมูลข่าวสารด้านการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเช่น การเป็นสมาชิกชมรมอาสาสมัคร และเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เป็นต้น 2. ขาดความรู้และความเข้าใจในเรื่องของการเตรียมการเกษียณอายุราชการ 3. ขาดโอกาสเนื่องจากภาระหน้าที่ในงานประจำ 4. ขาดการสนับสนุนและขาดการส่งเสริมจากหน่วยงาน เนื่องจากหน่วยงานมักถือว่าการเตรียมการเกษียณอายุราชการเป็นหน้าที่ของแต่ละบุคคล~bข้อเสนอแนะ~b 1. หน่วยงานควรสนับสนุนส่งเสริมจัดกิจกรรมการเตรียมการเกษียณอายุราชการให้สอดคล้องกับความต้องการของข้าราชการ กิจกรรมที่จัดประกอบด้วย 1.1 กิจกรรมส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัย เช่น การตรวจสุขภาพ การทดสอบสมรรถภาพการออกกำลังกาย โภชนาการ และนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิต สุขภาพกายผู้สูงอายุ เป็นต้น 1.2 กิจกรรมส่งเสริมด้านอาชีพ เช่น ศึกษาดูงานการประกอบอาชีพต่างๆ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอาชีพสำรองและแหล่งที่สนับสนุนการทำงานของข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ เป็นต้น 1.3 กิจกรรมส่งเสริมด้านการมีส่วนร่วมในสังคม เช่น ศึกษาดูงานอาสาสมัครต่างๆ ในสังคม อาทิ อาสาพยาบาลดูแลช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ และปัญหาครอบครัว อาสากาชาดและอาสาการส่งเสริมอาชีพ เป็นต้น 1.4 กิจกรรมบริการให้คำแนะนำปรึกษา ทั้งก่อนและหลังการเกษียณอายุราชการในด้านสุขภาพกายและจิต ด้านเศรษฐกิจ ด้านการมีส่วนร่วมในสังคม ความรู้เรื่องกฎหมาย และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นต้น 2. หน่วยงานควรที่จะมีการสำรวจความต้องการของข้าราชการผู้เตรียมการเกษียณอายุเป็นระยะๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรม และการให้บริการความช่วยเหลือด้านต่างๆ ตามที่ข้าราชการผู้เตรียมการเกษียณอายุราชการต้องการ 3. หน่วยงานต้องถือว่าการเตรียมการเกษียณอายุราชการเป็นพันธกิจ (Mission) หลักที่สำคัญประการหนึ่งของการบริหารงานบุคคล ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการ |
| บรรณานุกรม | : |
ดารณีย์ ศรีสวัสดิ์กุล . (2539). การเตรียมการเกษียณอายุราชการ : ศึกษากรณีข้าราชการกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ดารณีย์ ศรีสวัสดิ์กุล . 2539. "การเตรียมการเกษียณอายุราชการ : ศึกษากรณีข้าราชการกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ดารณีย์ ศรีสวัสดิ์กุล . "การเตรียมการเกษียณอายุราชการ : ศึกษากรณีข้าราชการกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2539. Print. ดารณีย์ ศรีสวัสดิ์กุล . การเตรียมการเกษียณอายุราชการ : ศึกษากรณีข้าราชการกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2539.
|
