ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะอ็อกซิเดทีฟเสตรสกับโรคหลอดเลือดตีบแข็งในผู้ป่วยเบาหวาน

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะอ็อกซิเดทีฟเสตรสกับโรคหลอดเลือดตีบแข็งในผู้ป่วยเบาหวาน
นักวิจัย : ณัฏฐ์ชัย ภัทร์ชนันท์
คำค้น : DIABETES MELLITUS , CORONARY HEART DISEASE , OXIDATIVE STRESS , FREE RADICALS , ANTIOXIDANTS
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2545
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=47128
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

สภาวะอ็อกซิเดทีฟสเตรสที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของน้ำตาลในเลือดสูงมักพบมาก ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ในผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ภาวะอ็อกซิเดทีฟสเตรสนี้ถูกสันนิษฐานว่า เป็นผลมาจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นของผู้ป่วย ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการ ศึกษานี้คือ การศึกษาค่าดัชนีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ็อกซิเดทีฟสเตรสในผู้ป่วย เบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนโดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ ในผู้ป่วยเบาหวาน การศึกษานี้ได้จำแนกผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ป่วย เบาหวานชนิดที่ 1 2) ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ (น้ำตาล ในเลือดขณะอดอาหาร (+,ฃ) 180 มก./ดล.) 3) ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุม น้ำตาลในเลือดไม่ได้ (น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร > 180 มก./ดล.) และ 4) ผู้ป่วย เบาหวานชนิดที่ 2 ที่เป็นโรคหัวใจโคโรนารีพบว่าระดับมาลอนไดอัลดีไฮด์ทั้งในพลาสม่า และเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยทุกกลุ่มสูงกว่ากลุ่มคนปกติที่มีช่วงอายุเดียวกันอย่าง มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะมาลอนไดอัลดีไฮด์ในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยในกลุ่มเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจโคโรนารีจะมีระดับสูงที่สุด ระดับการทำงานของแอนติอ็อกซิแดนท์ เอนไซม์ทั้งสามชนิด คือ ซูเปอร์อ็อกไซด์ดิสมิวเตส แคตตาเลส และกลูตาไธโอนเปอร์ อ็อกซิเดสในผู้ป่วยทุกกลุ่มก็สูงกว่าในคนปกติอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นระดับการทำงาน ของซูเปอร์อ็อกไซด์ดิสมิวเตสและกลูตาไธโอนเปอร์อ็อกซิเดสในผู้ป่วยชนิดที่ 2 ที่ควบคุม น้ำตาลในเลือดได้ที่ไม่แตกต่างกับกลุ่มคนปกติที่ใช้เปรียบเทียบ ส่วนในกรณีของแอนติ อ็อกซิแดนท์ที่ไม่ใช่เอ็นไซม์พบว่า ปริมาณของพลาสม่าวิตามินซีและอีนั้นน้อยกว่า กลุ่มคนปกติโดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ และผู้ป่วยที่เป็นโรค หัวใจโคโรนารีตามลำดับ สำหรับระดับพลาสม่าวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนนั้นไม่มีความ แตกต่างกันระหว่างในคนปกติและทุกกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้จากการศึกษาหาความ สัมพันธ์ระหว่างระดับมาลอนไดอัลดีไฮด์และปริมาณน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร พบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองปัจจัยนี้ในผู้ป่วยเบาหวานและคนปกติที่ใช้ เปรียบเทียบกันเกือบทุกกลุ่ม แต่ในกลุ่มผู้ป่วยชนิดที่ 2 ที่คุมน้ำตาลได้กับคนปกติ ที่ช่วงอายุเดียวกันไม่มีนัยสำคัญของความสัมพันธ์นี้ จากการศึกษานี้จึงสรุปได้ว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดที่สูงในผู้ป่วยเบาหวานมีส่วน สัมพันธ์กับภาวะอ็อกซิเดทีฟสเตรส ซึ่งสภาวะอ็อกซิเดทีฟสเตรสที่สูงนี้อาจจะสัมพันธ์ หรือเป็นปัจจัยหลักในการเกิดโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน อย่างไรก็ตามยังพบว่า ในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ก็ยังมีภาวะนี้ แสดงว่าระดับน้ำตาล ในเลือดที่ลดลงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ภาวะนี้ลดลงจนมีระดับเดียวกับคนปกติได้

บรรณานุกรม :
ณัฏฐ์ชัย ภัทร์ชนันท์ . (2545). ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะอ็อกซิเดทีฟเสตรสกับโรคหลอดเลือดตีบแข็งในผู้ป่วยเบาหวาน.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ณัฏฐ์ชัย ภัทร์ชนันท์ . 2545. "ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะอ็อกซิเดทีฟเสตรสกับโรคหลอดเลือดตีบแข็งในผู้ป่วยเบาหวาน".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ณัฏฐ์ชัย ภัทร์ชนันท์ . "ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะอ็อกซิเดทีฟเสตรสกับโรคหลอดเลือดตีบแข็งในผู้ป่วยเบาหวาน."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2545. Print.
ณัฏฐ์ชัย ภัทร์ชนันท์ . ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะอ็อกซิเดทีฟเสตรสกับโรคหลอดเลือดตีบแข็งในผู้ป่วยเบาหวาน. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2545.