| ชื่อเรื่อง | : | การตรวจหาแอนติเจนไวรัสเด็งกิวในซีรัมและเม็ดเลือดขาว โดยวิธี Biotin-Streptavidin Enzyme-Linked Immunosorbent Assay |
| นักวิจัย | : | นงเยาว์ มีเทียน |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2540 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=42113 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การติดเชื้อไวรัสเด็งกิวยังคงเป็นปัญหาสำคัญทาง ด้านสาธารณสุข โรคไข้เลือดออกเป็นการติดเชื้อไวรัส เด็งกิวที่แสดงอาการรุนแรง และจะพัฒนากลายเป็นไข้เลือด ออกช็อค ซึ่งเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในเด็ก การมีวิธีการ ทางห้องปฏิบัติการในการวินิจฉัยโรคเพื่อยืนยันผลการติดเชื้อ ไวรัสเด็งกิวจะก่อประโยชน์ในด้านการบำบัดรักษา การควบ คุมป้องกันโรค และการเฝ้าระวังโรค เพื่อช่วยลดอัตราป่วย และอัตราตายจากโรค การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ตรวจหาแอนติเจนของ เชื้อไวรัสเด็งกิวในซีรัมเปรียบเทียบกับเม็ดเลือดขาว โดย นำระบบไบโอติน-สเตรปตาวิดินมาใช้ร่วมกับวิธี ELISA ให้มีความไวและความจำเพาะสูงขึ้น ทำการเจาะเลือดใน เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ศูนย์ขอนแก่นระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ด้วยไข้เด็งกิวและไข้เลือดออกเด็งกิว จำนวน 106 ราย โรคอื่น ๆ จำนวน 72 ราย รวมทั้งสิ้น 178 ราย สูงสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปี (54.7%) รองลงมากลุ่มอายุ 10-14 ปี (30.2%) และกลุ่มอายุ 0-4 ปี (15.1%) อัตรา ส่วนเพศชายต่อเพศหญิง 1:1 เป็นผู้ป่วยไข้เด็งกิว 19 ราย (17.9%) ไข้เลือดออกเด็งกิว 87 ราย (82.1%) ในจำนวน ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเด็งกิวมี 36 ราย (34.0%) เป็นไข้ เลือดออกช็อคแต่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต ผู้ป่วยไข้เด็งกิว ส่วนใหญ่มีไข้สูง (>38.0 องศาเซลเซียส) เบื่ออาหาร ซึม ตับโต หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดท้อง และพบอาการผิดปกติ ที่สำคัญคือ ตับโต (73.7%) มีจุดเลือดออกตามร่างกาย (26.3%) มีเลือดกำเดาออก (26.3%) ฮีมาโตคริตสูง (21.1%) และเกล็ดเลือดต่ำ (15.8%) สำหรับผู้ป่วยไข้ เลือดออกเด็งกิว อาการที่พบบ่อยคือ ไข้สูง เบื่ออาหาร ซึม ปวดท้อง อาเจียน ต่อมน้ำเหลืองโต หน้าแดง และ อาการสำคัญ คือ การทดสอบเทอร์นิเกท์ (tourniquet) ให้ผลบวก (81.6%) ตับโต (77.0%) อาเจียน/ถ่ายเป็นเลือด (48.3%) มีจุดเลือดออก (34.5%) เลือดกำเดาออก (31.0%) เลือดออกตามไรฟัน (13.8%) และมีจุดเลือดตามร่างกาย (9.2%) ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบฮีมาโตคริตสูง (60.9%) และเกล็ดเลือดต่ำ (46.0%) จากการตรวจยืนยันด้วยวิธี Hemagglutination inhibition (HI) มีการติดเชื้อไวรัสเด็งกิวครั้งแรก 2 ราย (1.9%) นอกนั้นเป็นการติดเชื้อไวรัสเด็งกิวครั้ง ที่สอง 104 ราย (98.1%) ผลการตรวจหาแอนติเจนไวรัสเด็งกิว ในซีรัมระยะเริ่มป่วยด้วยวิธี BS-ELISA มีความไว 18.9% ความจำเพาะ 97.2% ค่าทำนายผลบวก 90.9% ค่าทำนาย ผลลบ 44.9% ประสิทธิภาพของการทดสอบ 50.6% และในเม็ด เลือดขาวระยะเริ่มป่วย วิธี BS-ELISA มีความไว 53.8% ความจำเพาะ 95.8% ค่าทำนายผลบวก 95.0% ค่าทำนาย ผลลบ 58.5% ประสิทธิภาพของการทดสอบ 70.8% ในการเปรียบ เทียบการตรวจหาไวรัสเด็งกิวโดยวิธี BS-ELISA ระหว่างซีรัม และเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเด็งกิวทั้ง 106 ราย พบว่าถ้าใช้เม็ดเลือดขาวจะมีโอกาสตรวจพบได้มากกว่าในซีรัม ถึง 6.3 เท่า และการตรวจหาไวรัสเด็งกิวในเม็ดเลือดขาว จะดีกว่าในซีรัม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) เมื่อ วิเคราะห์ผลการตรวจหาไวรัสเด็งกิวด้วยวิธี BS-ELISA โดยใช้ทั้งซีรัมและเม็ดเลือดขาว จะให้ความไวสูงขึ้น (60.4%) และให้ค่าความจำเพาะสูง (93.1%) การตรวจพบแอนติเจนของไวรัสเด็งกิวในซีรัม ไม่ขึ้น กับระดับความรุนแรงของโรค ยกเว้นไข้เลือดออกเด็งกิว เกรด 4 (ไข้เด็งกิว 21.1%, ไข้เลือดออกเด็งกิวเกรด 1 12.5%, เกรด 2 21.1%, เกรด 3 18.2%, เกรด 4 66.7%) สำหรับในเม็ดเลือดขาวสามารถตรวจหาแอนติเจนของ ไวรัสเด็งกิวได้เพิ่มขึ้น เมื่อมีการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น (ไข้เด็งกิว 36.8%, ไข้เลือดออกเด็งกิวเกรด 1 59.4%, เกรด 2 52.6%, เกรด 3 54.5% และเกรด 4 100%) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างวิธี BS-ELISA ที่ให้ผลบวกกับวัน ของการเก็บตัวอย่างตรวจในระยะเริ่มป่วย พบว่าการเก็บ ซีรัมระยะเริ่มป่วยระหว่างวันที่ 2 ถึงวันที่ 7 ให้ผลบวก ด้วยวิธี BS-ELISA เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (6.7%, 15.0%, 15.6%, 30.8%, 20.0% และ 33.3% ตามลำดับ) ในเม็ดเลือด ขาวให้ผลบวกสูงกว่าในซีรัม และสูงสุดวันที่ 4 (46.7%, 50.0%, 68.8%, 42.3%, 60.0% และ 33.3% ตามลำดับ) จากผลการศึกษา จะเห็นได้ว่าการตรวจหาแอนติเจน ของไวรัสเด็วกิวในเม็ดเลือดขาวระยะเริ่มป่วยด้วยวิธี BS-ELISA สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตรวจยืนยันการ ติดเชื้อไวรัสเด็งกิวได้ โดยควรที่จะมีการปรับปรุง พัฒนา เทคนิคให้ดียิ่งขึ้น และถ้าใช้ตัวอย่างตรวจทั้งซีรัมและ เม็ดเลือดขาว จะมีโอกาสตรวจพบได้มากขึ้น |
| บรรณานุกรม | : |
นงเยาว์ มีเทียน . (2540). การตรวจหาแอนติเจนไวรัสเด็งกิวในซีรัมและเม็ดเลือดขาว โดยวิธี Biotin-Streptavidin Enzyme-Linked Immunosorbent Assay.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. นงเยาว์ มีเทียน . 2540. "การตรวจหาแอนติเจนไวรัสเด็งกิวในซีรัมและเม็ดเลือดขาว โดยวิธี Biotin-Streptavidin Enzyme-Linked Immunosorbent Assay".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. นงเยาว์ มีเทียน . "การตรวจหาแอนติเจนไวรัสเด็งกิวในซีรัมและเม็ดเลือดขาว โดยวิธี Biotin-Streptavidin Enzyme-Linked Immunosorbent Assay."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print. นงเยาว์ มีเทียน . การตรวจหาแอนติเจนไวรัสเด็งกิวในซีรัมและเม็ดเลือดขาว โดยวิธี Biotin-Streptavidin Enzyme-Linked Immunosorbent Assay. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.
|
