| ชื่อเรื่อง | : | การพัฒนาตำรับยาน้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟตและแอสคอร์บิคเอซิด |
| นักวิจัย | : | ศรีสกุล สังข์ทองจีน |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2539 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=41985 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โรคโลหิตจางเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย การรักษาหรือการป้องกันโรคโลหิตจางเนื่องจากการขาดธาตุเหล็ก ทำได้โดยการให้เหล็กหรือเกลือของเหล็ก ในการศึกษานี้เฟอรัสซัลเฟต เป็นเกลือของเหล็กที่เลือกใช้ในตำรับ ยาน้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟต และยาน้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟตและแอสคอร์บิคเอซิด ได้รับการ ปรับปรุงรสชาติ และพัฒนาในด้านความคงตัว การศึกษาผลของ สารกันออกซิเดชันต่อความคงตัวของตัวยาเฟอรัสซัลเฟตในยา น้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟต แสดงให้เห็นว่าสารกันออกซิเดชันทุก ชนิดที่ใช้ (sodium bisulfite, sodium metabisulfite, ascorbic acid, cysteine hydrochloride, thiourea) มีผลในการช่วยป้องกันการสลายตัวของเฟอรัสซัลเฟตบ้าง นอกจากนี้ ได้วางแผนการทดลองเพื่อศึกษาอิทธิพลของ กระสายยา, สาร- กันออกซิเดชัน, สารจับโลหะ, สารแต่งกลิ่นและสี, สารกันบูด สภาพความเป็นกรดด่างและก๊าซไนโตรเจนต่อความคงตัวของ แอสคอร์บิคเอซิดในยาน้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟตและแอสคอร์บิดเอซิด พบว่าแอสคอร์บิดเอซิด มีความคงตัวดีเมื่อมี propylene glycol, glycerin หรือ sorbitol แต่ syrup USP กลับเร่งการเสื่อม สลายของตัวยา ก๊าซไนโตรเจน และ disodium EDTA มีผลใน การป้องกันการเสื่อมสลายของแอสคอร์บิคเอซิดบ้างแต่ไม่มีนัย สำคัญ การใช้ disodium EDTA และ cysteine hydrochloride หรือ thiourea ร่วมกันมีผลเพิ่มความคงตัวของแอสคอร์บิคเอซิด แต่ส่วนผสมของ disodium EDTA และ sodium metabisulfite หรือ sodium bisulfite ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคงตัว ของแอสคอร์บิคเอซิด สารกันบูด (sodium benzoate หรือ methyl paraben และ propyl paraben), สารแต่งกลิ่นและสี (lemon oil และ green, cherry flavor และ caramel) ไม่มีอิทธิพลต่อความคงตัวของแอสคอร์บิดเอซิด การศึกษาความคงตัว ของสารละลายเฟอรัสซัลเฟตและแอสคอร์บิคเอซิดในช่วง pH 1.0-5.0 พบว่า การเสื่อมสลายของแอสคอร์บิคเอซิดเพิ่มขึ้น เมื่อ pH เพิ่มขึ้นในช่วง 2.36-5.0 และสารละลายที่ไม่ได้ ปรับ pH (pH 2.36) มีความคงตัวมากกว่าที่ pH อื่นๆ ที่ ทำการศึกษา ในการศึกษาอิทธิพลของส่วนประกอบในตำรับ ยาน้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟตและแอสคอร์บิคเอซิดที่รสชาติดีต่อ ความคงตัวของแอสคอร์บิดเอซิด โดยใช้ Plackett-Burman Design พบว่า glycerin (5 %v/v) แสดงผลช่วยเพิ่มความ คงตัวของแอสคอร์บิคเอซิด อย่างมีนัยสำคัญ แต่ส่วนประกอบอื่นๆ ไม่มีผลต่อความคงตัวของแอสคอร์บิคเอซิด อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนำตำรับที่ให้รสชาติดีของยาน้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟตและ แอสคอร์บิคเอซิดมาศึกษาความคงตัวโดยใช้วิธีเร่งการเสื่อม สลายด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส, 45 องศาเซลเซียส, 52 องศาเซลเซียส, 66 องศาเซลเซียส, รวมทั้งที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส และที่อุณหภูมิห้องพบว่าการเสื่อมสลายของ แอสคอร์บิคเอซิดในตำรับเป็นปฏิกิริยาอันดับที่หนึ่ง เมื่อทำ Arrhenius plot ระหว่างอัตราเร็วการเสื่อมสลาย (k) กับส่วนกลับของอุณหภูมิองศาเคลวิน (1/T) จะได้เป็นเส้นตรง และมีค่าความร้อนแห่งการกระตุ้น 17.54 kcal/mol อัตรา การเสื่อมสลายที่ได้จากการคำนวณโดยใช้ Arrhenius plot มีค่าไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากค่าที่ได้จากการเก็บไว้จริง ที่ 10 องศาเซลเซียส และที่อุณหภูมิห้องปกติ ดังนั้นการศึกษา แบบเร่งปฏิกิริยาจึงใช้ได้ผลดีสำหรับการทำนายอายุของผลิตภัณฑ์ |
| บรรณานุกรม | : |
ศรีสกุล สังข์ทองจีน . (2539). การพัฒนาตำรับยาน้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟตและแอสคอร์บิคเอซิด.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ศรีสกุล สังข์ทองจีน . 2539. "การพัฒนาตำรับยาน้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟตและแอสคอร์บิคเอซิด".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ศรีสกุล สังข์ทองจีน . "การพัฒนาตำรับยาน้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟตและแอสคอร์บิคเอซิด."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2539. Print. ศรีสกุล สังข์ทองจีน . การพัฒนาตำรับยาน้ำเชื่อมเฟอรัสซัลเฟตและแอสคอร์บิคเอซิด. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2539.
|
