ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ของสารสกัดจากว่านชักมดลูกกับ ฮอร์โมนเพศที่มีต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญพันธุ์ในหนูเพศผู้

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ของสารสกัดจากว่านชักมดลูกกับ ฮอร์โมนเพศที่มีต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญพันธุ์ในหนูเพศผู้
นักวิจัย : อัครานี ทิมินกุล
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2539
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=41978
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากว่านชัก มดลูกต่อการทำงานของระบบสืบพันธุ์และการเจริญพันธุ์ในหนู เพศผู้โดยเปรียบเทียบฤทธิ์ของว่านกับฮอร์โมนเพศเอสตราไดออล และเทสโทสเตอโรน ได้ทำการป้อนสารสกัดจากว่านชักมดลูก ในตัวทำละลายเฮกเซนและเอธิลอซิเตตขนาด 500 มก./ น้ำหนักตัว 1 ก.ก. ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วันให้แก่หนูก่อน วัยเจริญพันธุ์อายุ 22 วัน พบว่าสารสกัดด้วยเฮกเซนมีผลทำให้ น้ำหนักของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายลดลงอย่างมีนัยสำคุญ ทางสถิติ (P<0.05) ในขณะที่สารสกัดในตัวทำละลายเอธิลอซิเตต ไม่มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นในการทดลองต่อมาจึงได้ เลือกทำการศึกษาผลของสารสกัดในตัวทำละลายเฮกเซนเท่านั้น จากการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของสารสกัด (100-1000 มก./น้ำหนักตัว 1 ก.ก.) กับฤทธิ์ที่เกิดขึ้น โดยเปรียบเทียบกับการฉีดเอสโตรเจน (1-20 ไมโครกรัม/ น้ำหนักตัว 1 ก.ก.) และฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (0.1-1 มก./น้ำหนักตัว 1 ก.ก.) ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ผลการ ทดลองพบว่าสารสกัดในตัวทำละลายเฮกเซนมีฤทธิ์ทำให้น้ำหนัก ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ได้แก่ น้ำหนักของอัณฑะ, กลุ่มหลอด น้ำกาม (epididymis), ต่อมลูกหมากส่วนล่าง (ventral prostate gland) และต่อมน้ำกาม (seminal vesicle) ลดลงตามขนาดของสารสกัดที่เพิ่มขึ้น และสารสกัดขนาด 500 และ 1000 มก./น้ำหนักตัว 1 ก.ก. มีผลทำให้น้ำหนักของ อวัยวะสืบพันธุ์ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ถึงแม้ว่าสาร สกัดขนาด 1000 มก./น้ำหนักตัว 1 ก.ก. มีผลทำให้น้ำหนัก ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ลดลงได้อย่างเด่นชัดก็ตาม แต่ขนาด ดังกล่าวของว่านเป็นขนาดที่มีผลทำให้ตับโตโดยการเพิ่ม น้ำหนักของตับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.01) เมื่อ เปรียบเทียบฤทธิ์ของสารสกัดจากว่านกับฮอร์โมนเอสโตรเจน พบว่าว่านขนาด 500 มก./น้ำหนักตัว 1 ก.ก. มีฤทธิ์ใกล้เคียง กับเอสโตรเจนขนาด 5-10 ไมโครกรัม/น้ำหนักตัว 1 ก.ก. เมื่อทำการป้อนสารสกัดว่านชักมดลูกในตัวทำละลาย เฮกเซนให้แก่หนูโตเต็มวัยขนาด 500 มก./น้ำหนักตัว 1 ก.ก. เทียบกับการฉีดฮอร์โมนเอสโตรเจน ขนาด 2, 5 และ 10 ไมโครกรัม/กก.นน.ตัว เป็นเวลา 7 วัน พบว่าสารสกัดว่าน ชักมดลูกมีผลในการลดน้ำหนักของอัณฑะ, ต่อมลูกหมากส่วนล่าง, ต่อมน้ำกาม และกล้ามเนื้อ levator ani การศึกษาทาง จุลกายวิภาคศาสตร์ของเนื้อเยื่อพบว่ามีการถดถอยของเซลล์ spermatogonium และ spermatid ในท่อ seminiferous และความสูงของผนังของท่อน้ำกามลดลง ฤทธิ์ของสารสกัดขนาด 500 มก./น้ำหนักตัว 1 ก.ก. ให้ผลคล้ายกับเอสโตรเจน 5-10 ไมโครกรัม/น้ำหนักตัว 1 ก.ก. เช่นเดียวกับที่พบในหนูทดลอง กลุ่มก่อนวัยเจริญพันธุ์ สารสกัดยังทำให้ปริมาณความเข้มข้นและ ความสามารถในการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิในท่อน้ำกามส่วนปลาย (cauda epididymidis) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ ว่านขนาดดังกล่าวไม่มีผลต่อความสามารถในการเจริญพันธุ์ของ หนูเพศผู้ นอกจากนี้ยังพบว่าเอนไซม์อัลฟา-กลูโคสิเดสในท่อ น้ำกาม และน้ำตาลฟรุคโตสในต่อม coagulating ไม่มีการ เปลี่ยนแปลง ในขณะที่เอนไซม์แอซิดฟอสฟาเตสในต่อมลูกหมาก ส่วนล่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การลดลงของน้ำหนัก อวัยวะต่างๆ ในระบบสืบพันธุ์และการเปลี่ยนแปลงทางจุลกาย วิภาคศาสตร์ของเนื้อเยื่อดังกล่าว อาจเนื่องมาจากการลดลง ของระดับของฮอร์โมนเพศชายซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากฤทธิ์ เอสโตรเจนของว่าน

บรรณานุกรม :
อัครานี ทิมินกุล . (2539). การศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ของสารสกัดจากว่านชักมดลูกกับ ฮอร์โมนเพศที่มีต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญพันธุ์ในหนูเพศผู้.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อัครานี ทิมินกุล . 2539. "การศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ของสารสกัดจากว่านชักมดลูกกับ ฮอร์โมนเพศที่มีต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญพันธุ์ในหนูเพศผู้".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อัครานี ทิมินกุล . "การศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ของสารสกัดจากว่านชักมดลูกกับ ฮอร์โมนเพศที่มีต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญพันธุ์ในหนูเพศผู้."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2539. Print.
อัครานี ทิมินกุล . การศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ของสารสกัดจากว่านชักมดลูกกับ ฮอร์โมนเพศที่มีต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญพันธุ์ในหนูเพศผู้. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2539.