| ชื่อเรื่อง | : | การผลิตเซรุ่มแก้พิษงูเห่าไทยที่มีประสิทธิภาพสูงจากม้า |
| นักวิจัย | : | รณชัย ปรารถนาผล |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2539 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=41777 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | งูเห่าไทย (Naja kaouthia) เป็นงูพิษที่สำคัญในทาง การแพทย์ และเป็นสาเหตุของการตายสูงสุดในบรรดางูพิษใน ประเทศไทย พิษประสาทในพิษงูเห่านี้มีปริมาณมากถึงร้อยละ 20-30 ของพิษงูแห้ง ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดในพิษของงูบกทุกชนิด ในโลก พิษประสาท (postsynaptic neurotoxin 3, NK3) ของงูนี้มีความเป็นพิษสูง และมีน้ำหนักโมเลกุลต่ำ (7821 ดาลตัน) เป็นสาเหตุให้การผลิตเซรุ่มแก้พิษงูเห่าทำได้ยากทั้งทางด้าน ประสิทธิภาพของเซรุ่มและจำนวนของม้าที่ตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ต่อพิษประสาท เป็นผลให้ต้องให้เซรุ่มในปริมาณมาก (ถึง 600 มิลลิลิตร) ในการรักษาผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้โอกาสการเกิด ปฏิกิริยาภูมิแพ้ (ภูมิไวเกิน) สูง เนื่องจากความยากลำบาก ในการผลิต ทำให้เซรุ่มที่ผลิตได้มีราคาแพง และไม่เพียงพอ กับความต้องการของประเทศ การผลิตเซรุ่มแก้พิษงูเห่าที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันใช้วิธี ฉีดกระตุ้นม้าด้วยพิษงูเห่าละลายในน้ำเกลือ หรือพิษงูที่ ดูดซับบน bentonite โดยเพิ่มปริมาณพิษงูขึ้นเรื่อยๆ ใน ระหว่างการฉีดกระตุ้น ผลปรากฎว่าเซรุ่มที่ได้มีประสิทธิภาพ ต่ำและมีม้าประมาณร้อยละ 20 เท่านั้นที่ตอบสนองทางภูมิ คุ้มกันต่อพิษงูเห่าไทย วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อหาทางเพิ่มประสิทธิภาพ ในการรักษาของเซรุ่มและอัตราส่วนของม้าที่ตอบสนองต่อพิษงูเห่า ไทย โดยได้ทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ adjuvant ระหว่าง bentonite และ Freunds adjuvant ในหลาย รูปแบบ (formulation) และทำการเปรียบเทียบระหว่าง อิมมูโนเจน 3 ชนิด ได้ทำการทดลองโดยใช้ม้าจำนวน 8 กลุ่ม (3-5 ตัวต่อกลุ่ม) โดยกลุ่มที่ 1 ฉีดกระตุ้นด้วยพิษงูเห่า ละลายในน้ำเกลือ, กลุ่มที่ 2 ฉีดกระตุ้นด้วยพิษงูเห่าที่ดูด ซับบน bentonite, กลุ่มที่ 3 ฉีดกระตุ้นด้วยพิษงูเห่าผสม (emulsified) กับ complete Freunds adjuvant (CFA) หลังจากนั้น 8 สัปดาห์ ก็ทำการฉีดกระตุ้นด้วยพิษงูเห่าผสมกับ incomplete Freunds adjuvant (IFA), กลุ่มที่ 4 ฉีดกระตุ้นด้วยพิษงูเห่าผสมกับ CFA ในรูปแบบ multi-emulsion, กลุ่มที่ 5 ฉีดกระตุ้นด้วยพิษงูเห่าผสมกับ 25% CFA ใน IFA, กลุ่มที่ 6 ฉีดกระตุ้นด้วยพิษประสาท NK3 เชื่อมกับ tetanus toxoid (TT) ผสมกับ CFA, กลุ่มที่ 7 ฉีดกระตุ้นด้วยพิษ ประสาท NK3 เชื่อมกับ diphtheria toxoid (DT) ผสมกับ CFA และในกลุ่มที่ 8 ฉีดกระตุ้นด้วยพิษงูเห่าผสมกับ CFA โดย ในกลุ่มที่ 4-8 ได้ทำการฉีดกระตุ้นโดยใช้อิมมูโนเจนตัวเดิม ผสมกับ IFA ยกเว้นกลุ่ม 4 ซึ่งผสมกับ IFA ในรูปแบบ multi-emulsion โดยได้ทำการฉีดกระตุ้นใต้ผิวหนังบริเวณคอ เป็นจำนวน 10 จุด จุดละ 0.2 มล. จากการทดลองพบว่าม้าในกลุ่มที่ 1 และ 2 ให้เซรุ่ม ที่มีประสิทธิภาพในการทำลายพิษงู (in vivo neutralization) ต่ำมาก หรือต่ำจนวัดไม่ได้ ในขณะที่ม้าในกลุ่ม 4-8 ให้เซรุ่ม ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่ได้จากม้ากลุ่มที่ 1 และ 2 ถึง 4-4.5 เท่า ภายใน 8-10 สัปดาห์หลังจากการฉีดกระตุ้น ครั้งแรก และยังพบว่า CFA ไมว่าจะอยู่ในรูปแบบใด (100% CFA, 25% CFA หรือ multi-emulsion) สามารถกระตุ้นม้า ให้ได้ผลใกล้เคียงกัน แต่ว่าม้าในกลุ่ม 3 ซึ่งฉีดกระตุ้นด้วย IFA หลังการฉีดกระตุ้นด้วย CFA เป็นเวลา 8 สัปดาห์ให้ เซรุ่มซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำมาก นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้พิษ ประสาท NK3 เชื่อมกับ toxoid หรือพิษงูในการฉีดกระตุ้น มีผลทำให้ได้เซรุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงใกล้เคียงกัน และพบว่า แอนติบอดีต่อ TT ซึ่งเกิดจากการฉีดกระตุ้นม้าเพื่อป้องกัน เชื้อ tetanus ไม่มีผลกระทบที่ชัดเจนต่อการผลิตแอติบอดี ต่อพิษประสาทเมื่อม้าถูกฉีดกระตุ้นด้วยพิษประสาทบริสุทธิ์ ที่เชื่อมกับ TT (กลุ่ม 6) ทั้งทางด้านการกด (suppression) หรือเพิ่ม (enhancement) ระบบภูมิคุ้มกันของม้า การศึกษานี้ได้มีการติดตามและเปรียบเทียบผลข้างเคียง (adverse reaction) อย่างละเอียดของการใช้ adjuvant และพบว่าม้าทั้งหมดมีสุขภาพโดยรวมที่ดี และมีน้ำหนักเพิ่มตาม ปกติ ม้าที่ถูกฉีดกระตุ้นด้วย CFA มีไข้วัดได้ 39-40 องศา เซลเซียสในช่วงเวลา 2-3 วันแรกหลังจากฉีดกระตุ้น ม้าในกลุ่มที่ 1-2 แสดงผลบริเวณที่ฉีด (local reaction) น้อย ในขณะที่ม้าอีก 6 กลุ่มมีผลบริเวณที่ฉีดน้อยถึงปานกลาง และในระดับใกล้เคียงกันในทุกๆ กลุ่มโดยพบว่าไม่มีความ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อใช้ CFA ในรูปแบบ water-in-oil emulsion หรือ multi-emulsion ส่วนในการเปรียบเทียบ ในม้าตัวเดียวกันพบว่าการใช้ CFA หรือ IFA ก่อให้เกิดผล บริเวณที่ฉีดในระดับใกล้เคียงกัน ยกเว้นในกลุ่ม 4 และกลุ่ม 7 ซึ่งพบว่าในสัปดาห์ที่ 4 และ 18 เท่านั้นที่การใช้ CFA มีผล ที่บริเวณที่ฉีดมากกว่าการใช้ IFA โดยแผลที่เกิดขึ้นสมานกันดี โดยใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยสรุป พบว่ามาตรการการฉีดกระตุ้นโดยใช้อิมมูโนเจน ในปริมาตรน้อยๆ และฉีดหลายๆ จุด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดผลข้างเคียงที่บริเวณฉีดของ adjuvant ได้ กล่าวคือ การฉีดปริมาตรน้อย แต่หลายตำแหน่ง เป็นการเพิ่มเนื้อที่พื้นผิวรวม (total surface area) ขึ้นถึง 2.14 เท่า ทำให้สามารถกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันได้จำนวนมากกว่า และครอบคลุมถึงระบบน้ำเหลืองได้กว้างขวางกว่า จึงกระตุ้น ให้เกิดการสร้างแอนติบอดีได้ดีขึ้น ในทำนองเดียวกัน การฉีด ปริมาตรน้อยในแต่ละจุดทำให้ลดการเกิดอาการอักเสบใน ตำแหน่งที่ฉีดหรือถ้าเกิดก็สามารถรักษาแผลให้หายได้ง่าย เพราะแผลจะมีขนาดเล็ก ทำให้ลดความเจ็บปวดและทรมาน ของม้าในระหว่างการฉีดกระตุ้นเพื่อผลิตเซรุ่ม ม้าที่ถูกฉีด กระตุ้นด้วย oil adjuvant ครั้งหนึ่งแล้ว จะถูกฉีดกระตุ้น ด้วย aluminium phosphate ซึ่งไม่มีอาการบริเวณที่ฉีดอีก ขณะนี้สถานเสาวภาได้ใช้ประโยชน์ม้าทั้ง 5 กลุ่ม (กลุ่ม 4-8) ในการผลิตเซรุ่มแก้พิษงูเห่าที่มีประสิทธิภาพสูง ความสำเร็จในการผลิตเซรุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงมากต่อ พิษงูเห่าไทยนี้จะสามารถแก้ปัญหาปัจจุบันที่เกิดจากเซรุ่มที่มี ประสิทธิภาพต่ำ, ราคาแพง และขาดแคลนได้ นอกจากนั้น ความสำเร็จนี้ยังช่วยปูทางในการผลิตเซรุ่มชนิดที่แก้พิษงู หลายชนิด (polyvalent) ที่มีประสิทธิภาพสูงต่องูพิษที่มี ความสำคัญทางการแพทย์ทั้งในและนอกประเทศไทยอีกด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
รณชัย ปรารถนาผล . (2539). การผลิตเซรุ่มแก้พิษงูเห่าไทยที่มีประสิทธิภาพสูงจากม้า.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. รณชัย ปรารถนาผล . 2539. "การผลิตเซรุ่มแก้พิษงูเห่าไทยที่มีประสิทธิภาพสูงจากม้า".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. รณชัย ปรารถนาผล . "การผลิตเซรุ่มแก้พิษงูเห่าไทยที่มีประสิทธิภาพสูงจากม้า."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2539. Print. รณชัย ปรารถนาผล . การผลิตเซรุ่มแก้พิษงูเห่าไทยที่มีประสิทธิภาพสูงจากม้า. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2539.
|
