| ชื่อเรื่อง | : | การดำรงอยู่ของการแพทย์พื้นบ้าน : กรณีศึกษาหมู่บ้านนาสีดา ตำบลข้าวปุ้น อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี |
| นักวิจัย | : | รุ้งรังษี วิบูลชัย |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2538 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=41113 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาเรื่อง การดำรงอยู่ของการแพทย์พื้นบ้าน : กรณีศึกษาหมู่บ้านนาสีดา ตำบลข้าวปุ้น อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาถึงปัจจัย ที่มีผลต่อการดำรงอยู่ของการแพทย์พื้นบ้านที่หมู่บ้านนาสีดา เป็นการศึกษาในเชิงมนุษยวิทยา โดยวิธีการสัมภาษณ์แบบ เจาะลึก การสังเกตและการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม ผู้ศึกษา ได้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่กุมภาพันธ์ ถึงกรกฎาคม พ.ศ.2537 ผลการศึกษา พบว่า หมู่บ้านนาสีดาเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ มีอายุประมาณ 200 ปี ประกอบด้วยกลุ่มคนเชื้อชาติไทยลาว มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีจำนวนหลังคาเรือน 102 หลังคาเรือน มีประชากร 928 คน ส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยพึ่งพา ธรรมชาติ มีรายได้เฉลี่ย 5,000 บาทต่อปีต่อครอบครัว จัดได้ ว่าเป็นหมู่บ้านยากจน การคมนาคมภายในและภายนอกหมู่บ้าน สะดวก มีโรงพยาบาลชุมชนห่างจากหมู่บ้าน 3 กิโลเมตร มี หมอพื้นบ้านทั้งหมด 13 คน คิดเป็นอัตราส่วนของหมอพื้นบ้าน ต่อประชากร 1:72 โดยหมอพื้นบ้านเหล่านี้ยังมีบทบาทสูงใน การรักษาชาวบ้านนิยมใช้บริการอย่างเหนียวแน่น จากการ ศึกษาพบปัจจัยที่มีผลต่อการดำรงอยู่ของการแพทย์พื้นบ้านใน หมู่บ้าน ดังนี้ ปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ ประการที่หนึ่งลักษณะการ เจ็บป่วยของชาวบ้าน เป็นการเจ็บป่วยที่ชาวบ้านเชื่อว่า ต้อง รักษากับหมอพื้นบ้านเท่านั้นจึงจะหาย ได้แก่ ไข้หมากไม้ กำเริด และผีกระทำ ประการที่สองความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุ การเจ็บป่วย และเกณฑ์ของการประเมินอาการเจ็บป่วยที่ สอดคล้องกันของหมอพื้นบ้านและชาวบ้าน ประการที่สามคือ ประสิทธิ์ภาพและความชำนาญในการรักษาความเจ็บป่วยดังกล่าว ส่วนปัจจัยเสริมที่ทำให้การแพทย์พื้นบ้านดำรงอยู่ ได้แก่ 1) ปัจจัยทางด้านระยะทาง เพราะหมอพื้นบ้านอาศัยอยู่ภายใน หมู่บ้าน ทำให้สะดวกสบายไม่ต้องเดินทางไกล 2) ปัจจัยค่ารักษา พยาบาล ซึ่งมีราคาถูกกว่าค่ารักษาพยาบาลโดยหมอแผนปัจจุบัน และเป็นค่ารักษาที่ชาวบ้านคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นเท่าไร 3) ปัจจัยความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เรียบง่าย ขั้นตอนการรักษาของหมอพื้นบ้านมีรูปแบบเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ซึ่งชาวบ้านคุ้นเคยเป็นอย่างดี 4) ปัจจัยความพึงพอใจรูปแบบ บริการของหมอพื้นบ้าน ซึ่งมีลักษณะเป็นองค์รวม เข้าใจปัญหา สุขภาพผู้ป่วยทั้งกาย ใจและสังคม 5) ปัจจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติ ของหมอพื้นบ้านที่สร้างศรัทธา ความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ ชาวบ้านเลือกใช้บริการ 6) ปัจจัยด้านตัวยาสมุนไพรที่มี เพียงพอ และปัจจัยสุดท้ายคือค่านิยมของกลุ่มที่มีความนิยม ใช้บริการกับหมอพื้นบ้าน เมื่อบุคคลใดเจ็บป่วย การใช้บริการ กับหมอพื้นบ้านไม่ถือว่าเป็นสิ่งแปลกแยกจากสมาชิกคนอื่นของ หมู่บ้าน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้การแพทย์ พื้นบ้านดำรงอยู่ได้ในชุมชนบ้านนาสีดา ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หมอพื้นบ้านยังดำรงบทบาทรักษา และสามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพในหมู่บ้านได้ ระบบการแพทย์ พื้นบ้านจึงยังเป็นทางเลือกหนึ่งของประชาชนที่สามารถแบ่งเบา ภาระของกระทรวงสาธารณสุข แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ หมอพื้นบ้าน ขาดการสืบทอด เนื่องจากขาดการยอมรับจากทางราชการ และ มีรายได้จากการรักษาน้อย ในอนาคตหมอพื้นบ้านอาจจะหมดไป จากชุมชน ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ควรส่งเสริมหรือหาแนวทางพัฒนาหมอ พื้นบ้านในแง่ของการให้ความรู้ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสร้าง แรงจูงใจในการสืบทอดการเป็นหมอพื้นบ้าน เพื่อให้หมอพื้นบ้าน มีฐานะทางเศรษฐกิจและทัดเทียมกับบุคลากรทีมสุขภาพอื่นๆ |
| บรรณานุกรม | : |
รุ้งรังษี วิบูลชัย . (2538). การดำรงอยู่ของการแพทย์พื้นบ้าน : กรณีศึกษาหมู่บ้านนาสีดา ตำบลข้าวปุ้น อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. รุ้งรังษี วิบูลชัย . 2538. "การดำรงอยู่ของการแพทย์พื้นบ้าน : กรณีศึกษาหมู่บ้านนาสีดา ตำบลข้าวปุ้น อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. รุ้งรังษี วิบูลชัย . "การดำรงอยู่ของการแพทย์พื้นบ้าน : กรณีศึกษาหมู่บ้านนาสีดา ตำบลข้าวปุ้น อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print. รุ้งรังษี วิบูลชัย . การดำรงอยู่ของการแพทย์พื้นบ้าน : กรณีศึกษาหมู่บ้านนาสีดา ตำบลข้าวปุ้น อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.
|
