| ชื่อเรื่อง | : | การผลิตและศึกษาคุณสมบัติของโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ต่อ ไวรัสเด็งกี่ซีโรทัยป์ 2 |
| นักวิจัย | : | กมลลักษณ์ สิทธิศิริ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2537 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=40943 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ในการศึกษานี้ ได้มีการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ต่อเชื้อ ไวรัสเด็งกี่ได้สำเร็จจำนวน 15 ชนิด กลุ่มเซลล์ลูกผสม (hybridomas) ได้ถูกเตรียมโดยใช้เชื้อไวรัสเด็งกี่ซีโรทัยป์ 2 (serotype 2) สายพันธ์ 16681 เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนู โมโนโคลนอลแอนติบอดี้ จำนวน 8 ชนิด มีโครงสร้างเป็น IgG1 5 ชนิดเป็น IgG2a และ 2 ชนิดเป็น IgG2b และทุกชนิดมี kappa light chain เป็นองค์ประกอบ โมโนโคลนอลแอนติบอดี้ ทั้ง 15 ชนิดนี้ ไม่จำเพาะต่อสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเด็งกี่ ซีโรทัยป์ 2 โมโนโคลนอลแอนติบอดี้เหล่านี้สามารถแบ่งออก ได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ 1 มีความจำเพาะกับโปรตีน ที่ไม่ใช่ส่วนซึ่งเป็นโครงสร้างของไวรัส คือ เอ็นเอส-1 (NS1) กลุ่มที่ 2 มีความจำเพาะต่อตัวไวรัสเด็งกี่โดยตรง และกลุ่มที่ 3 ซึ่งยังไม่ทราบความจำเพาะ อาจจะทำปฏิกิริยากับโปรตีน เอ็นเอส-2เอ (NS2a) หรือโปรตีนพรีเอ็ม (PrM) โมโนโคลนอบแอนติบอดี้ซึ่งทำปฏิกิริยากับโปรตีน เอ็นเอส-1 เกือบทั้งหมดจำเพาะกับเฉพาะไวรัสซีโรทัยป์ 2 ยกเว้น 1B2 สามารถทำปฏิกริยาได้กับโปรตีนเอ็นเอส-1 ของไวรัสทั้ง 4 ซีโรทัยป์ จากผลของวิธี Western blot โมโนโคลนอลแอนติบอดี้ซึ่งทำปฏิกริยากับโปรตีนเอ็นเอส-1 สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มใหญ่ที่สุดประกอบด้วย โมโนโคลนอลแอนติบอดี้ 6 ชนิด (4A6, 5C5, 4D2, 4D3, 4A2, และ 5D3) จำเพาะต่อส่วนของแอนติเจนที่มีลักษณะ ทางโครงสร้าง (conformational epitope) ของโปรตีน เอ็นเอส-1 ทั้งในรูปโมโนเมอร์ (monomer) และไดเมอร์ (dimer) ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองของกลุ่ม Henchal (59) และกลุ่ม Falconar & Young (60) ที่พบว่าโมโน- โคลนอลแอนติบอดี้ที่จำเพาะกับโปรตีนเอ็นเอส-1 ส่วนใหญ่จะ จำเพาะต่อซีโรทัยป์ของไวรัสที่ใช้เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และจับกับส่วนของแอนติเจนที่มีลักษณะทางโครงสร้าง กลุ่มที่สอง นีโมโปโคลพอลแอนติบอดี้ 3 ชนิด (1A4, 1D5 และ 3D1) จำเพาะ ต่อส่วนของแอนติเจนที่มีลักษณะทางโครงสร้างบนโปรตีน เอ็นเอส-1 ของไวรัสเด็งกีซีโรทัยป์ 2 ในรูปไดเมอร์เท่านั้น และโมโนโคลนอลแอนติบอดี้สองชิดสุดท้าย (1B2 และ 4D4) มีความจำเพาะต่อส่วนของแอนติเจนที่เป็นเส้น (linear epitope) ซึ่งพบอยู่บนโปรตีนเอ็นเอส-1 ทั้งในรูปโมโนเมอร์ และไดเมอร์ โดยเฉพาะ 1B2 เป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ชนิด เดียว ที่จำเพาะกับโปรตีนเอ็นเอส-1 ซึ่งเกิดปฏิกิริยาคาบ เกี่ยวกับไวรัสได้ทั้ง 4 ซีโรทัยป์ รวมทั้งไวรัสที่แยกได้ จากคนไข้ (ในระหว่างปี ค.ศ. 1986-1992) จำนวน 57 เชื้อ ดังนั้น epitope ที่จำเพาะกับ 1B2 น่าจะอยู่บนผิวของ โปรตีนเอ็นเอส-1 ทั้งในรูปโมโนเมอร์และไดเมอร์ และปรากฎ อยู่บนโปรตีนนี้ของไวรัสทั้ง 4 ซีโรทัยป์ คือเป็น epitope ที่ถูกรักษาให้คงสภาพเดิม ในเชื้อไวรัสเด็งกี่ที่แยกได้ จำนวนมากในประเทศไทย epitope นี้น่าจะมีอยู่เฉพาะใน ไวรัสเด็งกี่และไม่พบบนไวรัสไข้สมองอักเสบ 1B2 จึงเป็น โมโนโคลนอลแอนติบอดี้ที่จำเพาะกับโปรตีนเอ็นเอส-1 ตัวหนึ่ง ที่หาได้ยาก ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในการศึกษาคุณสมบัติโปรตีน เอ็นเอส-1 ต่อไป กลุ่มที่ 2 เป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ที่จำเพาะต่อ ตัวไวรัสเด็งกี่โดยตรง ประกอบด้วยจำนวน 3 ชนิด (1D3, 1C2, และ 5A1) เนื่องจากผลการย้อมด้วยวิธี Immunofluorescence (IF) และคุณสมบัติในการยับยั้ง ไวรัส (neutralization) โมโนโคลนอลแอนติบอดี้เหล่านี้ ไม่ทำปฏิกิริยากับโปรตีนใด ๆ ในการตรวจด้วยวิธี Western blot ในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ที่จำเพาะต่อตัวไวรัส เด็งกี่ มีหนึ่งชนิด (5A1) ที่จำเพาะต่อไวรัสเด็งกี่ ซีโรทัยป์ 2 อีกหนึ่งชนิด (1C2) จับได้กับ epitope ที่มี อยู่ในไวรัสทุกซีโรทัยป์ยกเว้นซีโรทัยป์ 4 และตัวสุดท้าย (1D3) สามารถเกิดปฏิกริยาคาบเกี่ยวได้กับเชื้อไวรัสทั้ง 4 ซีโรทัยป์ รวมทั้งเชื้อไวรัสเด็งกี่จำนวน 57 เชื้อ (ซึ่งแยกได้จากผู้ป่วยในประเทศไทยระหว่างปี ค.ศ. 1986-1991) แสดงว่า 1D3 จำเพาะกับ epitope ที่ปรากฏ อยู่บนไวรัสเด็งกี่ทั้ง 4 ซีโรทัยป์ เนื่องจากคุณสมบัติ ในการทำปฏิกิริยาคาบเกี่ยวนี้ 1D3 อาจนำไปใช้ในการจับ โปรตีนโครงสร้างของไวรัสเพื่อใช้ในการตรวจด้วยวิธี capturing ELISA โมโนโคลนอลแอนติบอดี้กลุ่มที่ 3 มีหนึ่งชนิด (4C1) ซึ่งไม่มีคุณสมบัติในการยับยั้งไวรัสทำปฏิกิริยาได้ กับไวรัสเด็งกี่ซีโรทัยป์ 1 และ 2 ในการตรวจด้วยวิธี อีไลซ่า (ELISA) และกับโปรตีนที่มีขนาด 21 กิโลดาลตัน (kDa) ซึ่งอาจจะเป็นโปรตีนเอ็นเอส-2เอ หรือโปรตีน พรีเอ็ม เนื่องจากโปรตีนทั้งสองชนิดนี้ มีขนาดระหว่าง 22-24 กิโลดาลตัน อย่างไรก็ตาม ลักษณะที่ปรากฎในการ ย้อมด้วยวิธี IF โดยการใช้โมโนโคลนอลแอนติบอดี้ 4C1 คล้ายคลึงกับผลการย้อมด้วยแอนติบอดี้ต่อโปรตีนพรีเอ็ม ดังนั้น 4C1 จึงน่าจะเป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ต่อ โปรตีนพรีเอ็ม |
| บรรณานุกรม | : |
กมลลักษณ์ สิทธิศิริ . (2537). การผลิตและศึกษาคุณสมบัติของโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ต่อ ไวรัสเด็งกี่ซีโรทัยป์ 2.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. กมลลักษณ์ สิทธิศิริ . 2537. "การผลิตและศึกษาคุณสมบัติของโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ต่อ ไวรัสเด็งกี่ซีโรทัยป์ 2".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. กมลลักษณ์ สิทธิศิริ . "การผลิตและศึกษาคุณสมบัติของโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ต่อ ไวรัสเด็งกี่ซีโรทัยป์ 2."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2537. Print. กมลลักษณ์ สิทธิศิริ . การผลิตและศึกษาคุณสมบัติของโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ต่อ ไวรัสเด็งกี่ซีโรทัยป์ 2. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2537.
|
