| ชื่อเรื่อง | : | ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากการยอมรับนวัตกรรมการทำนาพลังธรรมชาติศึกษากรณี บ้านนาเมือง ตำบลนาเมือง บ้านหนองขาม ตำบลวังหลวง และบ้านตาลมตำบลเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด |
| นักวิจัย | : | พัชรา แสงวิเศษ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2540 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1192540000254 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยครั้งนี้มุ่งที่จะศึกษาผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากการยอมรับนวัตกรรมการทำนาพลังธรรมชาติของบ้านนาเมือง บ้านหนองขาม และบ้านตาลม อำเภอเสลภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด ประชากรที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยหัวหน้าครอบครัวที่ทำนาพลังธรรมชาติ53 ครอบครัว กำหนดประชากรเป้าหมายโดยหลัก 100 เลือกมา 25 บ้านนาเมืองมีครอบครัวที่ทำนาพลังธรรมชาติ 80 ครอบครัว เลือกมา 20 ครอบครัว บ้านหนองขามมีครอบครัวที่ทำนาพลังธรรมชาติ 40 ครอบครัว เลือกมา 10 ครอบครัว และบ้านตาลมมีผู้ทำนาพลังธรรมชาติ90 ครอบครัว เลือกมา 23 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสัมภาษณ์และการสังเกต ได้จัดกระทำข้อมูลโดยการพรรณนาวิเคราะห์ ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณ ได้จัดทำโดยตารางวิเคราะห์โดยใช้สถิติร้อยละ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ วิธีการทำนาพลังธรรมชาติของชุมชน มี 3 รูปแบบ คือ แบบที่หนึ่ง คือการทำแบบไถ1 ครั้งก่อนหว่านข้าว ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีปราบศัตรูพืช วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้องตามหลักการการทำนาพลังธรรมชาติมากที่สุด แต่มีคนทำน้อยที่สุด คือคิดเป็นร้อยละ16.98 แบบที่ 2 คือ การทำแบบไถ 1 ครั้งก่อนหว่านข้าว และไถหรือคราดกลบอีก 1 ครั้งใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลักและใช้ปุ๋ยเคมีเสริม แต่ไม่เกินครึ่งกระสอบต่อไร่ ไม่ใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช เป็นวิธีการที่ชาวบ้านนิยมมากที่สุด คือคิดเป็นร้อยละ 45.28 แบบที่ 3คือ การทำแบบไถ 1 ครั้ง คราด 1 ครั้ง แล้วหว่านข้าว จากนั้นส่วนใหญ่จะไถกลบอีก 1 ครั้งใช้ปุ๋ยคอกเสริม แต่ใช้ปุ๋ยเคมีมากกว่าครึ่งกระสอบต่อไร่ วิธีการนี้ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 คือคิดเป็นร้อยละ 37.73 กระบวนการยอมรับนวัตกรรมการทำนาพลังธรรมชาติของชุมชน มีกระบวนการที่เห็นได้ชัดเจนแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงผู้ริเริ่มแรก (พ.ศ.2531-2532) ซึ่งมีกระบวนการอยู่5 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก คือ การตระหนักว่ามีนาพลังธรรมชาติเกิดขึ้นแล้ว และมีกลุ่มคนภายนอกเข้ามาเผยแพร่ ขั้นตอนที่สอง คือ มีกลุ่มคนมากขึ้นสนใจที่จะแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมโดยลงไปดูในพื้นที่ทดลองที่ทำในครั้งแรก และเชิญวิทยากรเข้าไปให้ความรู้เพิ่มเติมขั้นตอนที่สาม คือ การร่วมกันประเมินค่าถึงข้อดีข้อเสียของนาพลังธรรมชาติ ขั้นตอนที่สี่คือ การทดลอง ผลการทดลองทำเป็นที่น่าพอใจ และในขั้นตอนสุดท้ายจึงได้เกิดการยอมรับนวัตกรรมนาพลังธรรมชาติ ด้วยเหตุผลสำคัญสองประการคือ ประการแรกเป็นการลดต้นทุนการผลิตลดเวลา ลดแรงงานมากกว่าการทำนาแบบเดิม และทำให้มีเวลาว่างไปประกอบอาชีพอื่นเสริมรายได้ของครอบครัว ประการที่สอง การทำนาพลังธรรมชาติเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของชุมชนที่เป็นที่ราบลุ่ม ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี ทำให้เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ความเป็นธรรมชาติ ที่จะทำให้มีความยั่งยืนของการทำเกษตร และไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ ช่วงที่ 2คือ กลุ่มผู้ทำตามในช่วงหลัง (พ.ศ.2533-2534) เป็นผู้ที่เคยสนใจในช่วงแรก แต่ยังไม่ทดลองทำ และยังไม่ยอมรับเพราะกลัวจะไม่ได้ผล เมื่อเห็นกลุ่มแรกทำแล้วได้ผล จึงทำตามด้วยเหตุผลว่า ไม่มีข้อเสียมากนัก และเหตุผลหลักที่ยอมรับในช่วงหลังคือ การลดต้นทุนการผลิต ลดเวลา ลดแรงงาน ปัจจัยหลักที่ทำให้ยอมรับของคนกลุ่มหลังเกิดจากการเห็นจริงของการทำนาพลังธรรมชาติ บุคคลที่เข้ามาเผยแพร่เป็นเพียงปัจจัยรอง ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ นาพลังธรรมชาติ จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างมากทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าการทำนาแบบเดิม และจากการที่ใช้เวลาและแรงงานลดลง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำนาแบบเดิมถึง 19,066.50 บาทต่อครอบครัวต่อปีเงินสะสมและทรัพย์สินสะสมเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 2,152 บาทต่อครอบครัว และหนี้สินลดลงโดยเฉลี่ย 10,000 บาทต่อครอบครัว ผลกระทบทางด้านสังคม ที่เห็นได้ชัดเจนคือ มีการอพยพแรงงานมากขึ้นหลังจากการทำนาพลังธรรมชาติ แต่เนื่องจากโดยธรรมชาติของหมู่บ้านอีสานแล้ว การอพยพแรงงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานและมีมาโดยตลอด ผลของเรื่องดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ของคนในระดับครอบครัวลดลง การสืบทอดคุณค่าของวัฒนธรรมการทำนาลดลง เพราะคนรุ่นหลังไม่ค่อยได้ทำนาร่วมกับพ่อแม่ ซึ่งส่งผลกระทบไปสู่ชุมชนคือ การอพยพแรงงานมากขึ้น และใช้เวลาในการทำงานนอกหมู่บ้านเพิ่มขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนในเรื่องการทำกิจกรรมร่วมลดลง ทั้งทางด้านการร่วมกันพัฒนาหมู่บ้าน และร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในด้านดีก็เกิดขึ้นในชุมชนเช่นกัน คือ ทำให้ชาวบ้านได้เกิดวิสัยทัศน์กว้างขึ้น มองเห็นทางเลือกของการเกษตรเพื่อการอยู่รอดของชาวนามากขึ้น มองเห็นวิธีการอื่นที่แตกต่างจากการทำนาแบบเดิมมากขึ้น และเกิดเป็นกลุ่มความสัมพันธ์โดยธรรมชาติของชาวบ้านที่ทำนาพลังธรรมชาติในชุมชน ผลของการศึกษาในครั้งนี้มีความสอดคล้องและเป็นไปตามกรอบแนวคิดและทฤษฎีที่ได้ตั้งไว้ ทั้งในเรื่องกระบวนการยอมรับนวัตกรรมการทำนาพลังธรรมชาติรวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ถึงแม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นตรงจุดนี้ ยังไม่ลึกซึ้ง และยังไม่ขยายจำนวน แต่จะเป็นการจุดประกายแนวคิดนี้สู่คนอื่น ๆ ต่อไปในอนาคตเพื่อให้เกิดเป็นกลุ่มคนที่ทำนาพลังธรรมชาติ ที่กำลังฟื้นตัวสู่ความเข้มแข็ง เพื่อช่วยกันพัฒนาความคิด พัฒนาอาชีพ พัฒนาการเกษตรในไร่นาของตนให้ดีและยั่งยืนต่อไป |
| บรรณานุกรม | : |
พัชรา แสงวิเศษ . (2540). ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากการยอมรับนวัตกรรมการทำนาพลังธรรมชาติศึกษากรณี บ้านนาเมือง ตำบลนาเมือง บ้านหนองขาม ตำบลวังหลวง และบ้านตาลมตำบลเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พัชรา แสงวิเศษ . 2540. "ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากการยอมรับนวัตกรรมการทำนาพลังธรรมชาติศึกษากรณี บ้านนาเมือง ตำบลนาเมือง บ้านหนองขาม ตำบลวังหลวง และบ้านตาลมตำบลเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พัชรา แสงวิเศษ . "ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากการยอมรับนวัตกรรมการทำนาพลังธรรมชาติศึกษากรณี บ้านนาเมือง ตำบลนาเมือง บ้านหนองขาม ตำบลวังหลวง และบ้านตาลมตำบลเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print. พัชรา แสงวิเศษ . ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากการยอมรับนวัตกรรมการทำนาพลังธรรมชาติศึกษากรณี บ้านนาเมือง ตำบลนาเมือง บ้านหนองขาม ตำบลวังหลวง และบ้านตาลมตำบลเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.
|
