ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาวิธีสอนของพระพุทธเจ้า

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาวิธีสอนของพระพุทธเจ้า
นักวิจัย : นพดล เจนอักษร
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2526
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1192526000003
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ความมุ่งหมายในการศึกษาค้นคว้า 1. เพื่อศึกษาให้ทราบถึงหลักธรรมเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้ 2. เพื่อศึกษาว่า พระพุทธเจ้ามีวิธีสอนอย่างไรบ้าง 3. เพื่อศึกษาให้ทราบถึงความเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อวิธีสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร วิธีการดำเนินการศึกษาค้นคว้า การศึกษาค้นคว้าได้ดำเนินการเป็นสองขั้นตอนต่อเนื่องกันคือ 1. การวิจัยเอกสาร จากพระไตรปิฏกภาษาไทยฉบับหลวง พุทธศักราช 2514 จำนวน45 เล่ม และเอกสารประกอบอื่นๆ เพื่อศึกษาให้ทราบถึงหลักธรรมเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้และวิธีสอนของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นอย่างไร แล้วเรียบเรียงเสนอเป็นรายงานผลการศึกษาค้นคว้าโดยวิธีพรรณนา (Description) และพรรณนาวิเคราะห์ (Analytical Description) 2. นำผลการวิจัยเอกสารเกี่ยวกับวิธีสอนของพระพุทธเจ้ามาจัดกระทำด้วยเทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย (Delphi Technique) เพื่อศึกษาความเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 12 คนทั้งนี้โดยใช้แบบสอบถามรวมสองรอบด้วยกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะ เมื่อสอบถามรอบที่สองเสร็จสิ้นแล้วพบว่าค่าสถิติจากความเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความสอดคล้องกันในเชิงสถิติสูงและผู้เชี่ยวชาญมีความสอดคล้องกันในเชิงสถิติสูง และผู้เชี่ยวชาญส่วนน้อยที่มีความเห็นแตกต่างออกไปจากกลุ่มในแต่ละข้อความที่เสนอก็ยังคงยืนยันความเห็นเดิมของตนด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนั้นผู้วิจัยจึงใช้ผลของค่าสถิติในรอบที่สอง ซึ่งได้แก่ค่ามัธยฐานและค่าพิสัยอินเทอร์ควอไทล์เป็นผลสรุปของการวิจัย สรุปผลการค้นคว้า ผลการศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งได้เป็น 3 หัวข้อคือ 1. หลักธรรมเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้ 1.1 หลักธรรมเกี่ยวกับการสอน พุทธศาสนาเน้นความแตกต่างของผู้เรียนในด้านลักษณะพื้นฐานทางพฤติกรรมและความแตกต่างทางวุฒิปัญญา ผู้สอนจะต้องสังเกตให้ทราบถึงนัยสำคัญทั้งสองนี้ของผู้เรียน ลักษณะพื้นฐานทางพฤติกรรมและความแตกต่างทางวุฒิปัญญา ผู้สอนจะต้องสังเกตให้ทราบถึงนัยสำคัญทั้งสองนี้ของผู้เรียน ลักษณะพื้นฐานทางพฤติกรรม แบ่งออกเป็น7 ประการ เรียกว่าอนุสัย 7 ส่วนความแตกต่างทางวุฒิปัญญานั้นแบ่งออกได้เป็นสี่กลุ่ม คือ ผู้เรียนที่สามารถรับรู้และเรียนรู้ได้เพียงเมื่อยกหัวข้อขึ้นแสดง ผู้เรียนที่สามารถรับรู้และเรียนรู้ได้เมื่อได้อธิบายความแห่งหัวข้อนั้นแล้ว ผู้เรียนที่พอแนะนำสั่งสอนได้ และผู้เรียนที่ลำบากในการแนะนำสั่งสอนเมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว ผู้สอนจะต้องตั้งใจทำการสอนตามหลักเกณฑ์ของผู้แสดงธรรมซึ่งเรียกว่าธรรมเทศธรรม ซึ่งแบ่งออกเป็นห้าประการคือ สอนถูกลำดับขั้นตอน ขยายความสำคัญให้เข้าใจได้ มีใจเมตตา ไม่เพ่งเล็งอมิสสินจ้าง และสอนโดยความสำรวม นอกจากจะสอนโดยหลักข้างต้นนี้แล้วผู้สอนจะต้องมีหลักสำคัญในการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสนใจด้วยหลักสำคัญสำหรับการสอนนี้มีอยู่เก้าประการเรียกว่า นวังคสัตกุศาสน์ อย่างไรก็ดีในการสอนแต่ละครั้งผู้สอนต้องสอนด้วยความตั้งใจ ไม่ควรให้เกิดความลำเอียงต่างๆ คือลำเอียงเพราะรักใคร่ เพราะไม่ชอบ เพราะความเขลา และเพราะความกลัว รวมทั้งผู้สอนจะต้องวางตัวให้อยู่ในหลักธรรมสำคัญอีกเก้าประการด้วยกันคือ กัลยาณมิตรธรรม 7 ปฏิสัมภิทา 4 ขันติโสรัจจะ ฆราวาสธรรม 4 สังคหวัตถุ 4สัปปุริสธรรม 7 หิริโอตตัปปะ พรหมวิหาร 4 และธรรมผู้สอนที่พึงปฏิบัติต่อผู้เรียน คุณลักษณะทั้งหลายนี้ในทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นหลักสำคัญยิ่งสำหรับผู้สอน ที่พึงยึดถือและเคารพรักผู้เรียนอันจะส่งผลให้การเรียนการสอนเป็นไปโดยราบรื่น และประสพผลสำเร็จในที่สุด 1.2 หลักธรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ พุทธศาสนาเน้นเรื่อง เบญจขันธ์และความสัมพันธ์ของอายตนะภายในและอายตนะภายนอก เป็นหลักของการรับรู้และเรียนรู้ นอกจากนี้ยังเน้นองค์ประกอบของการเรียนรู้ที่สำคัญอีกสามประการคือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ในองค์ประกอบทั้งสามนี้ผู้เรียนจะต้องใช้หลักไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นวิธีการสำคัญในการเรียนรู้ อย่างไรก็ดีในการเรียนรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องมีองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยสำคัญทางสัมมาทิฎฐิสองประการคือ กัลยาณมิตรและโยนิโสมานสิการ อีกด้วย นอกจากนี้โดยส่วนตัวของผู้เรียนเองก็จะต้องปฏิบัติตนตามหลักธรรมที่สำคัญอีกห้าประการคือ อิทธิบาท 4 พละ 5 โพชฌงค์ 7 กลามาสูตร และธรรมของผู้เรียนที่พึงปฏิบัติต่อผู้สอน คุณลักษณะทั้งหลายนี้เป็นหลักสำคัญยิ่งสำหรับผู้เรียนที่ดีจะพึงปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อให้ตนเป็นที่รักใคร่ชอบพอของครูอาจารย์ รวมทั้งมีหลักยึดถือในการปฏิบัติเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนอย่างถูกต้อง อันจะส่งผลให้การเรียนการสอนเป็นไปโดยราบรื่นและประสบผลสำเร็จในที่สุด 2. วิธีสอนของพระพุทธเจ้า ตามที่มีปรากฎเป็นตัวอย่างอยู่ในพระไตรปิฏกนั้น ส่วนใหญ่เป็นวิธีสอนที่พระพุทธองค์ทรงใช้กับผู้เรียนเป็นรายบุคคล และได้ทรงยึดหลักสำคัญสองประการเป็นแนวปฏิบัติคือ ประการแรก ทรงสอนโดยมีบุคคลเป็นที่ตั้ง ทรงยกคนขึ้นอ้างเป็นหลักฐานในการอธิบายเรียกว่าบุคคลาธิษฐานเทศนา และประการที่สองทรงสอนโดยมีธรรมะเป็นที่ตั้ง ทรงยกธรรมะคือหลักหรือตัวสภาวะขึ้นตั้งเป็นหลักฐานในการอธิบายเรียกว่า ธรรมธิษฐานเทศนา ซึ่งเมื่อศึกษาให้ลึกซึ้งลงไปในรายละเอียดแล้วก็จะพบว่าอาจจำแนกออกเป็นวิธีสอน 7 วิธี และเทคนิคการสอนสิบวิธี ดังนี้คือ 2.1 วิธีสอนของพระพุทธเจ้า แบ่งออกเป็น 7 วิธีคือ 2.1.1 วิธีสอนโดยการบรรยาย ทั้งนี้โดยทรงคำนึงถึงความแตกต่างในลักษณะพื้นฐานทางพฤติกรรมและความแตกต่างทางวุฒิปัญญาของผู้เรียนเป็นหลัก อาทิเช่น กรณีทั้งสอนหลักการสังเกตความเป็นธรรมวาทีของพระภิกษุแก่สารีบุตรเป็นต้น 2.1.2 วิธีสอนโดยการซักถามและสนทนาโต้ตอบ เพื่อให้ผู้เรียนที่ยังไม่เข้าใจได้เข้าใจ และเพื่อให้ผู้เรียนที่เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งขึ้น อาทิเช่น กรณีทรงซักถามและสนทนาโต้ตอบกับพระปัญจวัคคีย์เรื่อง เบญจขันธ์ และกับพระโสณะเรื่องจะลาสิกขา เป็นต้น 2.1.3 วิธีสอนโดยการสาธิต คือทรงแสดงให้ผู้เรียนดูเป็นตัวอย่างก่อน เพื่อให้สังเกตจดจำและทำตาม อาทิเช่น ทรงสอนเรื่องความประพฤติที่เหมาะสมของภิกษุด้วยการกระทำพระองค์เองให้เป็นตัวอย่างที่ดีเป็นต้น 2.1.4 วิธีสอนแบบแก้ปัญหา หรือวิธีสอนตามขั้นอริจสัจสี่ คือวิธีสอนที่ทำให้ผู้เรียนสามารถทราบปัญหา ตั้งสมมุติฐาน เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลได้ โดยซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นวิธีสอนแบบวิทยาศาสตร์ อาทิเช่น ทรงสอนสหายภัททวัคคีย์ โดยทรงให้แก่ปัญหาว่า"พวกเธอจะแสวงหาหญิงหรือแสวงหาตนเองดี" เป็นต้น 2.1.5 วิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน คือวิธีสอนที่ทรงถามนำเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาคำตอบได้ ทั้งนี้โดยการทำสืบเนื่องกันไปตามขั้นตอนที่สำคัญคือ การเข้าใจปัญหาพิสูจน์หลักการและตัดสินข้อสรุปต่างๆ และนำผลที่สรุปได้ไปใช้ อาทิเช่น ทรงสอนให้นางกีสาโคตสืบสวนสอบสวนหาคำตอบการตายของลูกนางเอง เป็นต้น 2.1.6 วิธีสอนแบบอุปนัย คือทรงอธิบายจากของจริงหรือสิ่งที่มองเห็นได้หรือผู้เรียนทำการทดลอง แล้วตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นภายหลัง อาทิเช่น กรณีทรงสอนภิกษุเรื่อง ลาในฝูงโคเป็นต้น 2.1.7 วิธีสอนแบบอนุนัย คือวิธีสอนที่ทรงอธิบายกฎเกณฑ์ก่อนแล้วให้รายละเอียดแก่ผู้เรียนในภายหลัง อาทิเช่น กรณีทรงสอนอานนท์เรื่องการจัดการกับพระสรีระของพระองค์ภายหลังจากเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เป็นต้น 2.2 เทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้าแบ่งเป็นสิบวิธีคือ 2.2.1 การใช้ภาษาง่ายๆ ให้เป็นที่เข้าใจของผู้เรียนโดยทั่วไป อาทิเช่นทรงใช้ภาษาง่ายๆ สอนปัญจวัคคีย์ เป็นต้น 2.2.2 การใช้วัสดุที่หาง่ายในภูมิประเทศเป็นอุปกรณ์การสอน อาทิเช่น ทรงใช้ท่อนไม้ใหญ่ที่ลอยมาตามน้ำในแม่น้ำคงคา เป็นอุปกรณ์ในการสอนเรื่องความเห็นชอบคือหนทางนำสู่พระนิพพาน 2.2.3 การตีความหมาย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคิดเปรียบเทียบตามไปด้วยอาทิเช่น กรณีทรงสอนให้กสิภารทวาชพรหมณ์ เป็นต้น 2.2.4 การให้คำจำกัดความ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดีตามลำดับขั้นตอน อาทิเช่น ทรงให้คำจำกัดความแก่ภิกษุประเภทต่างๆ เป็นต้น 2.2.5 การยกตัวอย่างอุปมาอุปมัย อาทิเช่น ทรงยกอุปมาอุปไมยวัฎสงสารที่ยาวนาน หรือทรงใช้นิทานอุปมาอุปไมย เรื่องที่ สมณะ พราหมณ์ และปริพาชาเถียงกันว่าลัทธิของตนถูกต้องกว่าของฝ่ายอื่นเป็นต้น 2.2.6 การใช้อารมณ์ขัน เพื่อให้ผู้เรียนสนใจศึกษาตามไปด้วยความสนุกสนานพระพุทธองค์ก็จะทรงใช้อารมณ์ขันประกอบการสอน อาทิเช่น กรณีทรงตรัสสอนด้วยอารมณ์ขันแก่อุทัยพราหมณ์ เป็นต้น 2.2.7 การพูดดักใจ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดสติขึ้นเสียก่อน จะได้เกิดสมาธิและปัญญาได้ อาทิเช่น การพูดดักใจองคุลิมาลและสหายภัททวัคคีย์ เป็นต้น 2.2.8 การใช้วาจาว่ากล่าวตักเตือน เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ผู้เรียนสำนึกตัวแล้วเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนเสียใหม่ เช่น ทรงว่ากล่าวตักเตือนยโสชะภิกษุและบริวาร เป็นต้น 2.2.9 การตอบปัญหา เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสซักถามปัญหาที่ตนยังไม่เข้าใจได้ ทั้งนี้โดยแบ่งลักษณะของการตอบเป็นสี่ประการคือ ปัญหาที่พึงตอบโดยตรง ปัญหาที่พึงจำแนกก่อนแล้วจึงตอบ ปัญหาที่พึงย้อนถามก่อนแล้วจึงตอบ และปัญหาที่ไม่พึงตอบเพราะไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด 2.2.10 การใช้ไหวพริบปฏิภาณในการโต้ตอบ อาทิเช่น กรณีทรงใช้ไหวพริบโต้ตอบกับพระเจ้าปเสนทิโกศลเรื่องของสี่อย่างที่ไม่ควรดูหมิ่น เป็นต้น 3. ความเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อวิธีสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งนี้โดยได้จากเทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย เมื่อพิจารณาจากผลการตอบแบบสอบถามรอบที่สองของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแล้ว สามารถวิเคราะห์ความเห็นที่ผู้เชี่ยวชาญมีต่อวิธีสอนของพระพุทธเจ้าได้โดยดูจากลำดับค่ามัธยฐานรายข้อจากมากไปหาน้อย และความสอดคล้องของความเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญโดยดูจากลำดับค่าพิสัยอินเทอร์ควอไทล์รายข้อจากน้อยไปหามากดังนี้คือ 3.1 วิธีสอนของพระพุทธเจ้า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นด้วยกับวิธีสอนของพระพุทธเจ้าข้อต่างๆ จากมากไปหาน้อย โดยเรียงจากวิธีสอนข้อที่มีมัธยฐานสูงสุดไปถึงต่ำสุดดังต่อไปนี้ อันดับแรกคือวิธีสอนโดยการซักถามและสนทนาโต้ตอบ (ข้อ 2) อันดับสองมีสี่วิธีคือ วิธีสอนโดยการบรรยาย(ข้อ 1) วิธีสอนแบบแก้ปัญหาหรือวิธีสอนตามขั้นของอริยสัจสี่ (ข้อ 4) วิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน(ข้อ 5) และวิธีสอนแบบอุปมัย (ข้อ 6) อันดับสามคือวิธีสอนโดยการสาธิต (ข้อ 3) และอันดับสุดท้ายคือวิธีสอนแบบอนุมัย (ข้อ 7) ทั้งนี้โดยมีค่าความสอดคล้องของความเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อวิธีสอนของพระพุทธเจ้าข้อต่างๆ โดยดูจากค่าพิสัยอินเทอร์ควอไทล์จากน้อยไปหามากดังนี้คือ อันดับแรกข้อ 2 อันดับสองข้อ 3 อันดับสามข้อ 7 อันดับสี่ข้อ 1 และ 6 อันดับห้าข้อ 5อันดับสุดท้ายข้อ 4 3.2 เทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นด้วยกับเทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้าข้อต่างๆ จากมากไปหาน้อยโดยเรียงจากเทคนิคการสอนข้อที่มีค่ามัธยฐานสูงสุดไปถึงต่ำสุดดังต่อไปนี้ อันดับแรกคือการใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในภูมิประเทศเป็นอุปกรณ์การสอน(ข้อ 2) การยกตัวอย่างอุปมาอุปไมย (ข้อ 5) และการตอบปัญหา (ข้อ 9) อันดับสองคือการใช้ภาษาง่ายๆ (ข้อ 1) และการตีความหมาย (ข้อ 3) อันดับสามคือ การใช้ไหวพริบปฏิภาณโต้ตอบ (ข้อ 10) อันดับที่สี่คือการพูดดักใจ (ข้อ 7) และการใช้วาจากล่าวตักเตือน (ข้อ 8)อันดับที่ 5 คือ การให้คำจำกัดความ (ข้อ 4) และอันดับสุดท้ายคือการใช้อารมณ์ขัน (ข้อ 6)ทั้งนี้โดยมีค่าความสอดคล้องของความเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อเทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้าข้อต่างๆ โดยดูจากค่าพิสัยอินเทอร์ควอไทล์จากน้อยไปหามากดังนี้คือ อันดับแรกข้อ 2,5 และ 9อันดับสองคือข้อ 1,3 และ 6 อันดับสามคือข้อ 10 อันดับสี่คือข้อ 4 และอันดับสุดท้ายคือข้อ 7และ 8 ข้อเสนอแนะ 1. เพราะเหตุว่าหลักการเรียนการสอนและวิธีสอนของพระพุทธเจ้าเป็นวิธีการที่จะเอื้ออำนวยให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้โดยโยนิโสมนสิการของตนเองโดยมีครูเป็นกัลยาณมิตรคอยช่วยเหลือ และเป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถค้นหาศักยภาพของตน ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ได้พบเพื่อพัฒนาให้เติบโตเต็มที่ อันจะเป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคมต่อไป เป็นการเรียนเพื่อหาสาเหตุแท้จริงของเรื่องที่เรียนที่ศึกษาแล้วเข้าใจเหตุนั้นอย่างชัดเจนถูกต้อง จึงควรจะได้มีการส่งเสริมในระดับนโยบาย เพื่อกำหนดให้มีการศึกษาและนำไปใช้อย่างจริงจังในระบบการศึกษาของไทยต่อไป 2. น่าจะนำผลการศึกษาวิจัยไปใช้ในสถานศึกษาในฐานะเป็นนวัตกรรมการสอน 3. ควรจะมีการนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปปรับใช้ในการเรียนการสอน เช่น เป็นหลักในการทำโครงการสอน หรือบันทึกการสอน เป็นต้น

บรรณานุกรม :
นพดล เจนอักษร . (2526). การศึกษาวิธีสอนของพระพุทธเจ้า.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
นพดล เจนอักษร . 2526. "การศึกษาวิธีสอนของพระพุทธเจ้า".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
นพดล เจนอักษร . "การศึกษาวิธีสอนของพระพุทธเจ้า."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2526. Print.
นพดล เจนอักษร . การศึกษาวิธีสอนของพระพุทธเจ้า. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2526.