| ชื่อเรื่อง | : | แนวความคิดในการออกแบบองค์ประกอบของโรงเรียนสอนคนตาบอด สังกัดกองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา |
| นักวิจัย | : | พีระ จูน้อยสุวรรณ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2539 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=34391 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแนวความคิดในการออกแบบ องค์ประกอบของโรงเรียนสอนคนตาบอด สังกัดกองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา เกี่ยวกับแนวทางการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และอาคารสถานที่ จากกลุ่มผู้ใช้อาคาร คือกลุ่มครู-อาจารย์และ กลุ่มนักเรียน โดยผู้วิจัยใช้ประชากร กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจาก โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ และ โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็น กรณีศึกษา งานวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำโครงการและ การออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในโรงเรียนสอนคนตาบอด เพื่อให้สภาพแวดล้อมและอาคารสถานที่สนองต่อพฤติกรรมและ ความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ และมีส่วนช่วยสนับสนุน ส่งเสริม การจัดการศึกษาพิเศษเพื่อคนตาบอด ให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและเหมาะสม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบสอบถาม ซึ่งแบ่งออกเป็น แบบสอบถามสำหรับครู-อาจารย์ และแบบ สอบถามสำหรับนักเรียน แบบสอบถามที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออก เป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบ แบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นข้อมูลด้านความคิดเห็นของผู้ตอบแบบ สอบถามเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อมและประโยชน์ใช้สอยด้าน อาคารสถานที่ของโรงเรียนสอนคนตาบอด สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ใช้อัตราส่วนร้อยละ โดยใช้ค่าคะแนนที่อยู่ ในระดับสูงที่สุด และใช้การสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ ที่มีส่วน เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาใช้ประกอบข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม และทำการสำรวจสภาพที่เป็นอยู่ของโรงเรียน ที่เป็นกรณีศึกษา ทั้ง 2 แห่ง เพื่อประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ปัจจุบันโรงเรียนที่เป็นกรณีศึกษาทั้ง 2 แห่ง จัดการ ศึกษาระบบโรงเรียนประจำ (Resi- dential School) และมีระบบการเรียนร่วมด้วย (Integrated System) และ จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากการศึกษาพบว่าการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ของโรงเรียน สอนคนตาบอด ควรประกอบไปด้วย 4 ส่วน โดยสรุปรายละเอียด ต่าง ๆ ได้ดังนี้ 1. บริเวณเรียน (Study Area)1.1 ห้องเรียนทั่วไป (General Classroom) ห้องเรียนในระดับอนุบาลควรจัดให้มีห้องน้ำ-ห้องส้วมเฉพาะ และอยู่ควรอยู่ภายนอกห้องเรียน โดยใช้พื้นที่เฉลี่ย 2.45 ตารางเมตรต่อนักเรียน 1 คน ห้องเรียนระดับประถม ใช้พื้นที่ เฉลี่ย 2 ตารางเมตรต่อนักเรียน 1 คน1.2 ห้องเรียนเฉพาะ (Specialzed Classroom) ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ควรจัดให้มีโต๊ะใหญ่สำหรับวางสื่อการสอน และควรจัดให้มีอ่างล้างมือรวมอยู่ในบริเวณห้องเรียน ห้องเรียน วิชาดนตรีควรอยู่ติดกับบริเวณโถงเอนกประสงค์ 2. บริเวณบริการและสนับสนุนการเรียน (Auxilialy Space) โถงพักคอยควรมีทุกชั้นของอาคาร ระเบียงทางเดิน ควรมีอยู่ด้านเดียวของห้องและมีม้านั่งที่ไม่ยื่นเข้ามาในระเบียง ทางเดิน ห้องฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายควรอยู่ชั้นล่างสุดของอาคาร และจัดให้มีห้องน้ำ-ห้องส้วมสำหรับแพทย์หรือเจ้าหน้าที่รวมอยู่ ภายในห้องด้วย ส่วนห้องธุรการ ทะเบียน สถิติ สามารถใช้ พื้นที่ห้องร่วมกันได้ และควรอยู่ชั้นล่างสุดของอาคาร ห้องพักครู ควรมีอยู่ทุกชั้นของอาคาร ห้องประชุมครู ควรมีบรรยากาศที่ โปร่ง สบาย โรงอาหารอาจปรับเป็นห้องประชุมของนักเรียนได้ แต่จะต้องไม่มีกลิ่นรบกวน และสามารถป้องกันยุงหรือแมลงได้ โรงประกอบอาหารควรจัดให้มีบริเวณเตรียมอาหารและประกอบ อาหารให้ถูกสุขลักษณะ และสามารถป้องกันแมลงวันรบกวนได้ดี ห้องน้ำ-ห้องส้วมของนักเรียนควรมีทุกชั้นของอาคาร โถส้วม ควรเป็นแบบนั่งราบ ห้องสมุดควรออกแบบวางผังของชั้นวาง หนังสือไม่สับซ้อน โต๊ะอ่านหนังสือควรใช้โต๊ะใหญ่ร่วมกัน ทางเข้า-ทางออกของโรงเรียนควรจัดทางเข้า-ทางออกแบบทางเดียว และทางเดินเท้าไม่ควรตัดกันกับถนน บันไดหนีไฟของอาคารควร เป็นแบบทางลาด ประตู หน้าต่าง ของอาคารเรียนควรเป็นแบบ บานเลื่อน ทางเดินภายในบริเวณโรงเรียนควรออกแบบให้มี หลังคาคลุมกันแดด ฝน จัดเปลี่ยนระดับหรือบริเวณอันตราย จะต้องออกแบบระบบเตือนทางสัมผัส โดยจะต้องใช้ให้เหมือนกัน ทั้งหมดเพื่อมิให้นักเรียนเกิดความสับสน 3. บริเวณพักผ่อนหย่อนใจ (Recreation Area) หอพัก นักเรียนชายและหอพักนักเรียนหญิง ควรจัดห้องนอนของเด็กเล็กออกจาก เด็กโต เตียงนอนควรเป็นแบบเตียงเดี่ยว และควรออกแบบให้ ส่วนหอพัก มีบริเวณสำหรับทำการบ้าน อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง ห้องน้ำ-ห้องส้วม และบริเวณซักผ้า ตากผ้า ควรจัดให้อยู่ใน บริเวณเดียวกัน บริเวณสนามเด็กเล่นควรแยกเครื่องเล่นสำหรับ เด็กเล็กออกจากเด็กโต สนามฟุตบอล และสระว่ายน้ำจะต้องมี รั้วสำหรับป้องกันอันตราย สีที่ใช้กับอาคารควรใช้สีโทนเข้มในส่วนล่างเพื่อเป็นที่ สังเกตุของนักเรียนที่มองเห็นเลือนลาง (Low Vision) และ ใช้โทนสีอ่อนในส่วนบนเพื่อให้สะท้อนแสงได้มากขึ้น แสงประดิษฐ์ ที่ใช้ภายในอาคาร ควรใช้ลักษณะการส่องสว่างแบบอ้อม (Indirect light) การจัดกลุ่มอาคารต่าง ๆ ควรวางผังไม่ ซับซ้อน เพื่อง่ายต่อการจดจำตำแหน่งต่าง ๆ ของอาคารภายใน บริเวณโรงเรียน การปลูกไม้หอมในบริเวณต่าง ๆ ภายในโรงเรียน สามารถใช้เป็นเครื่องหมายชั่วคราวของนักเรียนได้ ตำแหน่งของ สิ่งของต่าง ๆ ภายในบริเวณโรงเรียนจะต้องไม่เคลื่อนย้ายบ่อย ๆ การระบายอากาศภายในอาคารควรเป็นแบบธรรมชาติ ใช้เครื่อง ปรับอากาศเฉพาะห้องที่มีความจำเป็นเท่านั้น เช่น ห้องคอมพิวเตอร์ หรือห้องเรียนดนตรี จากการศึกษา ผู้วิจัยพบว่าการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในโรงเรียนสอนคนตาบอด ควรออกแบบให้นักเรียนพยายามใช้ ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่ให้มากที่สุด และการออกแบบอุปกรณ์พิเศษ ต่าง ๆ มากมายเกินความจำเป็น จะไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย เพราะในการดำเนินชีวิตประจำวันที่แท้จริงนั้นมิได้มีอุปกรณ์ อำนวยความสะดวกมากนัก ผลสรุปและข้อเสนอแนะรายละเอียด ต่าง ๆ ในการออกแบบองค์ประกอบของโรงเรียนสอนคนตาบอดนั้น ผู้วิจัยได้นำเสนอเป็นรูปแบบทางกายภาพ รวมทั้งหมด 36 เรื่อง ซึ่งปรากฎอยู่ในบทที่ 6 ของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้แล้ว |
| บรรณานุกรม | : |
พีระ จูน้อยสุวรรณ . (2539). แนวความคิดในการออกแบบองค์ประกอบของโรงเรียนสอนคนตาบอด สังกัดกองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พีระ จูน้อยสุวรรณ . 2539. "แนวความคิดในการออกแบบองค์ประกอบของโรงเรียนสอนคนตาบอด สังกัดกองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พีระ จูน้อยสุวรรณ . "แนวความคิดในการออกแบบองค์ประกอบของโรงเรียนสอนคนตาบอด สังกัดกองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2539. Print. พีระ จูน้อยสุวรรณ . แนวความคิดในการออกแบบองค์ประกอบของโรงเรียนสอนคนตาบอด สังกัดกองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2539.
|
