| ชื่อเรื่อง | : | กระบวนการฝึกอบรมที่พึงประสงค์ สำหรับอาจารย์สาขาวิชาช่างยนต์ ในวิทยาลัยสารพัดช่าง และวิทยาลัยการอาชีพ กรมอาชีวศึกษา |
| นักวิจัย | : | ไพรัช เผื่อนด้วง |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2537 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=34217 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการฝึกอบรมที่ พึงประสงค์สำหรับอาจารย์สาขาวิชาช่างยนต์ ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร สถานศึกษา และอาจารย์สาขาวิชาช่างยนต์ ในวิทยาลัยสารพัดช่างและ วิทยาลัยการอาชีพ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการฝึก อบรมที่พึงประสงค์สำหรับอาจารย์สาขาวิชาช่างยนต์ เป็นรายข้อ จำแนก ตามอายุ วุฒิการศึกษาและตำแหน่งงาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอนวิชาช่างยนต์ ที่ปฏิบัติงานในวิทยาลัยสารพัดช่าง และวิทยาลัยการอาชีพ ในปีการศึกษา 2536 ซึ่งแบ่งเป็นผู้บริหาร คือ ผู้อำนวยการ และผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย วิชาการ จำนวน 80 คน และอาจารย์สาขาวิชาช่างยนต์ จำนวน 159 คน การรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติ ฐาน ด้วยค่าสถิติ t-test และ F-test โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนมากมีอายุ 30-40 ปี มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นส่วนใหญ่ และเป็นอาจารย์ผู้สอนมากกว่าผู้บริหาร ผลการวิจัยพบว่าความ คิดเห็นต่อกระบวนการฝึกอบรมทั้ง 4 ด้าน เป็นดังนี้ 1. ด้านการหาความจำเป็นในการฝึกอบรม มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด ได้แก่ ความจำเป็นที่ต้องจัดให้มี การฝึกอบรม ควรเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในปัจจุบัน และ ระดับมากได้แก่ วิธีการหาความจำเป็นในการฝึกอบรม ควรใช้แบบสอบถาม และศึกษาจากเนื้อหาวิชาในหลักสูตร 2. ด้านการจัดทำหลักสูตรและโครงการฝึกอบรม มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด ได้แก่ หลักสูตรจะต้องเน้นความรู้ และการฝึกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ และระดับมากได้แก่ ค่า ใช้จ่ายในการเดินทางมาฝึกอบรมควรใช้งบประมาณของหน่วยจัดฝึกอบรม สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฝึกอบรม ควรเป็นช่วงปิดภาคเรียน และหน่วยจัดฝึกอบรม ควรเป็นผู้กำหนดรายชื่อ และจำนวนของผู้เข้ารับ การฝึกอบรมในแต่ละโครงการ 3. ด้านการดำเนินการฝึกอบรม มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด ได้แก่ วิทยากรที่ใช้ฝึกอบรมควร มาจากสถานประกอบการ ควรมีการส่งเสริมการพัฒนาสื่อการสอนเพื่อ ใช้ในสถานศึกษา ควรจัดสื่อที่มีมาตรฐานและใช้เป็นต้นแบบในสถานศึกษาได้ นอกจากนั้นวิธีการฝึกอบรมควรเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ส่วนระดับมาก ได้แก่ ควรมีการมอบวุฒิบัตรเพื่อแสดงการผ่านการฝึกอบรม และระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝึกอบรมควรเป็น 5-10 วัน 4. ด้านการประเมินผลและติดตามผล มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด ได้แก่ บุคคลที่ควรทราบผลการ ประเมิน คือ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ส่วนระดับมาก ได้แก่ ควรประเมินผล หลังการฝึกอบรมสิ้นสุด ควรแจ้งผลการประเมินเมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรมทันที ผู้ที่ทำหน้าที่ประเมินคือวิทยากร ควรมีการประเมินผลกระทบของโครงการ หลังจากโครงการเสร็จสิ้นแล้ว 6 เดือน ควรมีการทดสอบความรู้และทักษะ ก่อนการฝึกอบรมและวิธีการประเมินผลสัมฤทธิ์ ควรใช้วิธีวัดผลงานระหว่าง การฝึกอบรม เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างกลุ่มอายุต่าง ๆ พบว่า แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในเรื่องความจำเป็นที่จะต้องจัดให้ มีการฝึกอบรมควรเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในปัจจุบัน นวัตกรรม ทางการสอนใหม่ ๆ และสถานศึกษาต้องการจัดทำสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ระยะ เวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝึกอบรม 5-10 วัน และการใช้วิทยากรเป็น ศูนย์กลางการฝึกอบรม ควรมีการกำหนดเกณฑ์ในการผ่านการฝึกอบรม ผู้จัด ฝึกอบรมควรเป็นผู้ประเมินโครงการและผู้บริหารสถานศึกษา ควรเป็นผู้ได้รับ ทราบผลการประเมิน เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็น ระหว่างวุฒิการศึกษาต่าง ๆ พบว่า ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในเรื่อง ความจำเป็น ที่จะต้องจัดให้มีการฝึกอบรมเกิดจากสถานศึกษาต้องการจัดทำสิ่งประดิษฐ์ ใหม่ ๆ หน่วยจัดฝึกอบรมควรเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาฝึกอบรม วิธีประเมินผลควรใช้วิธีการสังเกตุ และวิธีใช้แบบสอบถาม รวมทั้งควรมีการ กำหนดเกณฑ์ในการผ่านการฝึกอบรม ผู้จัดฝึกอบรมควรเป็นผู้ประเมินโครงการ และผู้บริหารสถานศึกษาควรเป็นผู้รับทราบผลการประเมิน เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารและอาจารย์ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ในเรื่องความจำเป็นที่ จะต้องจัดให้มีการฝึกอบรม เกิดจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตร การ บรรจุอาจารย์ใหม่ นวัตกรรมทางการสอนใหม่ ๆ สถานศึกษาต้องการจัดทำ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ สถานศึกษามีโครงการใหม่ ๆ และโครงสร้างตลาดแรงงาน ในสาขาวิชาช่างยนต์เปลี่ยนแปลง ส่วนวิธีการใช้หาความจำเป็นในการฝึกอบรม ได้แก่ การสัมภาษณ์ การสังเกตุ การทดสอบการปฏิบัติงาน การจัดทำหลักสูตร และโครงการฝึกอบรม ควรให้สถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วม ให้ความ สำคัญเกี่ยวกับวิธีการสร้างสื่อการสอนหลักสูตรควรจะมีทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ ณ สถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนั้น เทคนิควิธีการฝึกอบรม ควรสอดคล้องกับลักษณะเนื้อหาวิชา เนื้อหาวิชากับเวลาต้องมีความ สัมพันธ์กันสัดส่วนของภาคทฤษฎีและปฏิบัติควรเป็นไปอย่างเหมาะสม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาฝึกอบรมควรใช้งบประมาณจากสถานศึกษา จากหน่วยฝึกอบรมและช่วงเวลาจัดฝึกอบรม ควรจัดในช่วงปิดภาคเรียน การดำเนินการฝึกอบรมควรใช้วิทยากรจากหน่วยจัดฝึกอบรม ระยะเวลาควรเป็น 3-5 วัน และ 5-10 วัน วิธีการฝึกอบรม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เข้ารับการฝึกอบรม และควรให้หน่วยจัดฝึกอบรมเป็น ผู้กำหนดสถานที่พัก ในด้านการประเมินผลและติดตามผล ควรมีการทดสอบ ความรู้ และทักษะก่อนการฝึกอบรม การประเมินผลใช้วิธีสังเกตุ ใช้แบบ ทดสอบ และวัดผลงานระหว่างการฝึกอบรม ควรมีการประเมินผลการฝึกอบรม ระหว่าง และหลังการฝึกอบรมควรมีการกำหนดเกณฑ์ในการผ่านการฝึกอบรม สำหรับผู้ทำหน้าที่ประเมินผลควรเป็นผู้จัดฝึกอบรมและหน่วยงานภายนอก บุคคลที่ควรได้รับทราบผลการประเมิน คือ หน่วยจัดฝึกอบรม และผู้บริหาร สถานศึกษา การประเมินผลกระทบของโครงการฝึกอบรม หลังจากการฝึกอบรม เสร็จสิ้นแล้ว 6 เดือน |
| บรรณานุกรม | : |
ไพรัช เผื่อนด้วง . (2537). กระบวนการฝึกอบรมที่พึงประสงค์ สำหรับอาจารย์สาขาวิชาช่างยนต์ ในวิทยาลัยสารพัดช่าง และวิทยาลัยการอาชีพ กรมอาชีวศึกษา.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ไพรัช เผื่อนด้วง . 2537. "กระบวนการฝึกอบรมที่พึงประสงค์ สำหรับอาจารย์สาขาวิชาช่างยนต์ ในวิทยาลัยสารพัดช่าง และวิทยาลัยการอาชีพ กรมอาชีวศึกษา".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ไพรัช เผื่อนด้วง . "กระบวนการฝึกอบรมที่พึงประสงค์ สำหรับอาจารย์สาขาวิชาช่างยนต์ ในวิทยาลัยสารพัดช่าง และวิทยาลัยการอาชีพ กรมอาชีวศึกษา."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2537. Print. ไพรัช เผื่อนด้วง . กระบวนการฝึกอบรมที่พึงประสงค์ สำหรับอาจารย์สาขาวิชาช่างยนต์ ในวิทยาลัยสารพัดช่าง และวิทยาลัยการอาชีพ กรมอาชีวศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2537.
|
