ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยนอกโรคหืดโดยการให้คำปรึกษา แนะนำที่โรงพยาบาลวารินชำราบ

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยนอกโรคหืดโดยการให้คำปรึกษา แนะนำที่โรงพยาบาลวารินชำราบ
นักวิจัย : อาภรณ์ จตุรภัทรวงศ์
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2544
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=33828
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาไปข้างหน้าชนิดที่มีการแทรกแซงแบบมีกลุ่มควบ คุม ณ คลินิกโรคหืด โรงพยาบาลวารินชำราบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมด้วยการเปรียบเทียบกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในด้าน (1) ปัญหาการใช้ยา (2) ผลการรักษา(3) ผลการดูแลตนเอง(4) ศึกษาทัศน คติของผู้เกี่ยวข้องและเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมต่อการให้การบริบาลทางเภสัชกรรม โดยการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ ผู้ป่วยกลุ่มทดลอง (จำนวน 58 คน) ติดต่อกันครบ 4 ครั้ง กลุ่มควบคุม (จำนวน 64 คน) ให้คำปรึกษาแนะนำครั้งที่ 1 และครั้งที่ 4 ครบ 2 ครั้ง โดยมีระยะ เวลาในการศึกษา 6 เดือน (กันยายน 2544-กุมภาพันธ์ 2545) ผลการศึกษาพบ ปัญหาหารไม่ใช้ยาตามสั่งของผู้ป่วยมากที่สุด(ร้อยละ 52.22) รองลงมา คือ ปัญหาการสั่งใช้ยา (ร้อยละ 29.32) ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมสามารถลด ปัญหาของการใช้ยาในกลุ่มทดลองจาก 7.22 ปัญหาต่อราย เป็น 2.65 ปัญหาต่อราย และลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุม โดยกลุ่มควบคุมปัญหาการใช้ยาไม่เปลี่ยนแปลง คือ พบปัญหาเฉลี่ย 7.51 ปัญหาต่อราย เป็น 7.45 ปัญหาต่อราย ด้านผลการ การรักษาพบว่าความรุนแรงของโรคหืดในกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุม กล่าวคือ จำนวนผู้ป่วยที่ขาดงานหรือหยุดเรียนเนื่องจากโรคหืดลดลงจาก 13 คน และ 14 คน (ร้อยละ 22.41, 21.87) เหลือ 1 คน และ 7 คน (ร้อยละ 1.72, 10.93) ตามลำดับ จำนวนผู้ป่วยที่มารักษาแบบฉุกเฉินที่ห้องฉุกเฉินลดลง จาก 20 คน และ 21คน(ร้อยละ 34.48, 32.81) เหลือ 3 คน และ 15 คน (ร้อยละ 5.17, 23.34) ตามลำดับ จำนวนครั้งที่มานอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจาก โรคหืดลดลงจาก 0.57 ครั้ง ต่อคนต่อปี และ 0.67 ครั้งต่อคนต่อปี เหลือ 0.25 ครั้งต่อคนต่อปี และ 0.65 ครั้งต่อคนต่อปี ตามลำดับ ผู้ป่วยกลุ่มทด ลองมีค่าเฉลี่ย PEFR เพิ่มขึ้นจาก 147.20(+,ฑ)95.86L/min เป็น 230.86 (+,ฑ)73.71 L/min โดยเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งมีค่าเฉลี่ย PEFR จาก 152.25(+,ฑ)86.81 L/min เป็น 193.59(+,ฑ)90.88 L/min เมื่อทดสอบด้วย สถิติ Mann-Whitney U test พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.05) ด้านการดูแลตนเองพบว่าผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับโรคหืด เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม (3.83 (+,ฑ)1.94,1.07(+,ฑ)1.49) อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (t-test, p<0.001) ส่วนความเชื่อด้านสุขภาพในกลุ่มทดลองไม่แตก ต่างจากกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองมีระดับความเครียดน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ (t-test, p<0.001) การดูแลตนเองพบว่ากลุ่มทดลองมี การปฏิบัติตัวที่เหมาะสมเพื่อลดความรุนแรงของโรคมากกว่ากลุ่มควบคุม ทัศน คติของผู้เกี่ยวข้องจากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าแพทย์และพยาบาลเห็นด้วยที่ เภสัชกรควรมีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยโรคหืดร่วมกันเป็นทีมสหวิชาชีพ และ ทราบเกี่ยวกับบทบาทของเภสัชกรในการบริบาลทางเภสัชกรรม และเห็นด้วยว่าการ ให้การบริบาลทางเภสัชกรรมมีส่วนช่วยเพิ่มความถูกต้องเหมาะสมของการรักษา มากขึ้นและทำให้ผลการรักษาผู้ป่วยดีขึ้น ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจ ต่อการบริบาลทางเภสัชกรรมมากกว่ากลุ่มควบคุม

บรรณานุกรม :
อาภรณ์ จตุรภัทรวงศ์ . (2544). ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยนอกโรคหืดโดยการให้คำปรึกษา แนะนำที่โรงพยาบาลวารินชำราบ.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อาภรณ์ จตุรภัทรวงศ์ . 2544. "ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยนอกโรคหืดโดยการให้คำปรึกษา แนะนำที่โรงพยาบาลวารินชำราบ".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อาภรณ์ จตุรภัทรวงศ์ . "ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยนอกโรคหืดโดยการให้คำปรึกษา แนะนำที่โรงพยาบาลวารินชำราบ."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2544. Print.
อาภรณ์ จตุรภัทรวงศ์ . ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยนอกโรคหืดโดยการให้คำปรึกษา แนะนำที่โรงพยาบาลวารินชำราบ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2544.