ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบจากแบบสอบ เรื่อง พลศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความลำเอียง 4 วิธี

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบจากแบบสอบ เรื่อง พลศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความลำเอียง 4 วิธี
นักวิจัย : ประกฤติยา ทักษิโณ
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2542
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=32454
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบ เปรียบเทียบผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบที่เกิดความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 และความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 2 เปรียบเทียบอัตราความถูกต้องและอัตราความคลาดเคลื่อนของ ผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบ ตลอดจนหาความสอดคล้องของข้อสอบที่มีความลำเอียง ทางเพศที่ได้จากการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบ โดยวิธีการวิเคราะห์ความลำเอียง 4 วิธี คือวิธีแปลงค่าความยากของข้อสอบ (TID) วิธีวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) วิธีวิเคราะห์ ไค-สแควร์ (CHI) และวิธีโค้งลักษณะข้อสอบที่มีพารามิเตอร์ 1 ตัว (ICC1) ซึ่งใช้ผลการตรวจ สอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบ เทียบกับผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศจากวิธีให้ผู้ เชี่ยวชาญตัดสิน (JUD) และวิธีโค้งลักษณะข้อสอบที่มีพารามิเตอร์ 3 ตัว (ICC3) ซึ่งเป็น วิธีที่นำมาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินความลำเอียงทางเพศของข้อสอบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนในจังหวัดขอนแก่น สังกัด กองการมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา จำนวน 1,720 คน เป็นนักเรียนชายจำนวน 860 คน และนักเรียน หญิงจำนวน 860 คน ใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบการสุ่มเป็นชั้นสองขั้นตอน (Two - Stage Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบแบบปรนัย จำนวน 4 ตัวเลือก เรื่องพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นให้เกิดความลำเอียงต่อนักเรียน ชายจำนวน 9 ข้อ ความลำเอียงต่อนักเรียนหญิงจำนวน 5 ข้อ และไม่มีความลำเอียงจำนวน 8 ข้อ รวมทั้งหมด 22 ข้อ ที่ผ่านการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบจากวิธีให้ผู้เชี่ยวชาญ ตัดสิน (JUD) และวิธีโค้งลักษณะข้อสอบที่มีพารามิเตอร์ 3 ตัว (ICC3) สถิติที่ใช้ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ การทดสอบไค-สแควร์ การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการทดสอบ คอคครัน-คิว ปรากฏผลการวิจัยดังนี้ 1. วิธีการวิเคราะห์ที่ตรวจสอบข้อสอบที่มีความลำเอียงได้มากที่สุดคือวิธีวิเคราะห์ ไค-สแควร์ (CHI) และวิธีโค้งลักษณะข้อสอบที่มีพารามิเตอร์ 1 ตัว (ICC1) ซึ่งพบจำนวนข้อ เท่ากัน (12 ข้อ) รองลงมาคือ วิธีวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) (11 ข้อ) และวิธีแปลงค่า ความยากของข้อสอบ (TID) (5 ข้อ) ตามลำดับ 2. ผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบของวิธีการวิเคราะห์ความลำเอียง 4 วิธี เกิดความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ไม่มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่เกิดความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 2 แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย พบว่าวิธีการวิเคราะห์ไค-สแควร์ (CHI) เกิดความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 2 น้อยที่สุด และวิธี แปลงค่าความยากของข้อสอบ (TID) เกิดความเคลื่อนประเภทที่ 2 มากที่สุด ส่วนวิธี วิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และวิธีโค้งลักษณะข้อสอบที่มีพารามิเตอร์ 1 ตัว (ICC1) เกิดความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 2 เท่ากัน 3. วิธีการวิเคราะห์ความลำเอียงที่ผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศมีอัตราความถูกต้อง มากที่สุด คือ วิธีวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และวิเคราะห์ไค-สแควร์ (CHI) ซึ่งมีอัตรา ความถูกต้องเท่ากัน รองลงมาคือวิธีแปลงค่าความยากของข้อสอบ (TID) และวิธีโค้งลักษณะข้อสอบ ที่มีพารามิเตอร์ 1 ตัว (ICC1) แต่เมื่อทดสอบอัตราความถูกต้องและอัตราความคลาดเคลื่อนของ ผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศพบว่า ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. วิธีวิเคราะห์ความลำเอียงทั้ง 4 วิธีได้ผลการตรวจสอบข้อสอบมีความลำเอียงต่อเพศ ชาย และข้อสอบที่มีความลำเอียงต่อเพศหญิง ได้ผลสอดคล้องกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 แต่พบว่าวิธีวิเคราะห์ทั้ง 4 วิธี ตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบที่ไม่มี ความลำเอียง ได้ผลไม่สอดคล้องกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้การตรวจสอบ ข้อสอบที่ไม่มีความลำเอียงทางเพศสามารถตรวจสอบได้ผลสอดคล้องกันมากที่สุด 4 วิธี จำนวน 8 ข้อ (36-36%) ในขณะที่การตรวจสอบข้อสอบที่มีความลำเอียงทางเพศให้นักเรียนชายสอดคล้อง กันสูงสุด 2 วิธี คือวิธีวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และวิธีวิเคราะห์ไค-สแควร์ (CHI) พบจำนวน 3 ข้อ (13.34%) และการตรวจสอบข้อสอบที่มีความลำเอียงทางเพศให้นักเรียนหญิง สอดคล้องกันสูงสุด 2 วิธี คือ วิธีวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และวิธีวิเคราะห์ ไค-สแควร์ (CHI) พบจำนวน 10 ข้อ (45.44%)

บรรณานุกรม :
ประกฤติยา ทักษิโณ . (2542). การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบจากแบบสอบ เรื่อง พลศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความลำเอียง 4 วิธี.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ประกฤติยา ทักษิโณ . 2542. "การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบจากแบบสอบ เรื่อง พลศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความลำเอียง 4 วิธี".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ประกฤติยา ทักษิโณ . "การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบจากแบบสอบ เรื่อง พลศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความลำเอียง 4 วิธี."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2542. Print.
ประกฤติยา ทักษิโณ . การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบความลำเอียงทางเพศของข้อสอบจากแบบสอบ เรื่อง พลศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความลำเอียง 4 วิธี. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2542.