ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
นักวิจัย : ฐะปะนีย์ จุฬารมย์
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1092548000125
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสภาพปัญหา สาเหตุและผลกระทบของความรุนแรงในครอบครัวโดยทั่วไป ศึกษาถึงแนวทางและแนวความคิดต่าง ๆ ในการคุ้มครองบุคคลที่ถูกกระทำรุนแรงภายในครอบครัวตามหลักกฎหมายต่างประเทศ ศึกษาวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น ตลอดจนอุปสรรค ข้อขัดข้องของกฎหมายและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทย ศึกษาแนวทางและมาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทย และเสนอกฎหมายใหม่ที่มีวัตถุประสงค์และมาตรการพิเศษที่ตราขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวโดยเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน โดยเป็นการศึกษาค้นคว้าวิจัย เอกสารจากบทบัญญัติของกฎหมายต่าง ๆ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติคำพิพากษาของศาล ตำราและเอกสารบทความต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งของประเทศไทย ประเทศอังกฤษประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอินเดีย และประเทศสิงคโปร์ และการสัมภาษณ์บุคคลผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านกฎหมายและทางด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีประสบการณ์โดยตรงในการแก้ไขปัญาหาความรุนแรงในครอบครัว ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวมีผลกระทบต่อตัวผู้ถูกกระทำไม่ว่าจะเป็นสตรี เด็กและคนชราทั้งทางด้านร่างกาย ทางเพศ และทางด้านจิตใจ ผลกระทบต่อสถาบันครอบครัวทำให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกถูกทำลายลงไปอันเนื่องมาจากเมื่อปัญหาครอบครัวเกิดขึ้นมักนำไปสู่การแตกแยกและหย่าร้าง นอกจากนี้ผลกระทบที่มีต่อสังคมไทยทำให้สังคมไม่มีความปลอดภัยแก่สิทธิในชีวิต อนามัย ร่างกาย และทรัพย์สิน ผลกระทบในระยะสั้นที่ปรากฏชัดเจน เช่น กรณีอันตรายแก่ร่างกายตั้งแต่เป็นบาดแผลเล็กน้อยจนถึงบาดเจ็บสาหัสหรือถึงขั้นเสียชีวิต กรณีผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์ของผู้ถูกกระทำ เช่น มีความวิตกกังวลสูง มีอาการซึมเศร้า จิตใจแปรปรวน และปรากฏความผิดปกติทางร่างกายมากกว่าคนทั่วไป และผลกระทบในระยะยาวที่ต่อเนื่องถึงความดำรงอยู่ของครอบครัว คุณภาพชีวิตของบุคคลในครอบครัว ตลอดจนนำไปสู่ปัญหาการติดยาเสพติดของบุตรและเป็นอาชญากรได้ในระยะยาว นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเสียหายในทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ จำนวนมากในการให้ความสงเคราะห์แก่สตรี เด็ก และคนชรา รวมทั้งผลกระทบต่อโครงสร้างของสังคม เพราะการใช้ความรุนแรงต่อบุคคลในครอบครัวเดียวกันเป็นการยืนยันให้เห็นว่าสังคมยอมรับว่าฝ่ายชายมีอำนาจเหนือกว่าภริยา บุตรหรือบุคคลในครอบครัว และมีทัศนคติต่อบุคคลเหล่านั้นเป็นเพียงทรัพย์สมบัติของตน โดยที่มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยในปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่าแนวทางการช่วยเหลือเหยื่อผู้ถูกกระทำจากการใช้ความรุนแรงในครอบครัวควรมีการกำหนดขั้นตอนปฏิบัติดังนี้ (1) การช่วยเหลือให้ปลอกภัยก่อน (2) การป้องกันไม่ให้เหยื่อถูกกระทำซ้ำเพื่อในเหตุการณ์นั้นอีก (3) การช่วยเหลือทางด้านร่างกาย (4) การช่วยเหลือทางด้านจิตใจ (5) การช่วยเหลือทางกฎหมาย โดยเฉพาะกระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเข้าช่วยเหลือและสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้ จึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติม และการตรากฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวในลักษณะที่เป็นกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษสามารถช่วยเหลือและเยียวยาได้หลายมิติ คือ เป็นกฎหมายที่มีทั้งการปราบปรามลงโทษและแก้ไขเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะครอบครัว พิจารณาถึงกรณีการสิ้นสุดแห่งการสมรสตามาตรา 1516(1) ซึ่งบัญญัติว่า "สามีอุปการระเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือภริยามีชู้อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้" ควรแก้ไขเหตุหย่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน คือ ถ้าสามีมีชู้ให้ภริยาฟ้องหย่าได้ทันทีไม่ต้องถึงขนาดอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาจึงจะมีสิทธิฟ้องหย่าได้ดังที่เป็นในปัจจุบัน และควรตราประมวลกฎหมายอาญาเพิ่มเติมดังนี้ มาตรา 308/1 วรรคแรก ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลอื่น แต่งดเว้นไม่อุปการะเลี้ยงดูบุคคลนั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ วรรคสอง ความผิดมาตรานี้เป็นความผิดอันยอมความได้" เป็นการกำหนดให้การไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นความผิดทางอาญาดังเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา และควรมีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวขึ้นโดยเฉพาะดังเช่นประเทศสิงคโปร์ โดยมีสาระสำคัญดังนี้ (1) การนิยามศัพท์ในพระราชบัญญัติต้องมีความหมายกว้างและสามารถปรับใช้กับเหตุการณ์ได้ (2) ในกรณีที่ผู้ถูกกระทำประสงค์ที่ให้ดำเนินคดีแต่ไม่อยู่ในสภาพหรือวิสัยที่จะแจ้งความร้องทุกข์ได้ก็ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งเหตุเป็นผู้ร้องทุกข์แทนได้ และเมื่อมีผู้พบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงสามารถแจ้งแทนได้เป็นไปตามหลักการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว (3) ให้นำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวมาใช้ควบคู่กันไปกับการดำเนินคดี (4) ให้อำนาจศาลในการเจรจาให้มีการประนีประนอมกันโดยคำนึงถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันนอกจากนี้ควรนำมาตรการทางสังคมอื่น ๆ มาบังคับใช้ประกอบในการแก้ปัญหาอีกด้วย

บรรณานุกรม :
ฐะปะนีย์ จุฬารมย์ . (2548). มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ฐะปะนีย์ จุฬารมย์ . 2548. "มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ฐะปะนีย์ จุฬารมย์ . "มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2548. Print.
ฐะปะนีย์ จุฬารมย์ . มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2548.