ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การพยายามกระทำความผิด : ศึกษาเฉพาะหลักเกณฑ์การแบ่งแยกระหว่างการลงมือกระทำความผิดกับการตระเตรียมกระทำความผิด

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การพยายามกระทำความผิด : ศึกษาเฉพาะหลักเกณฑ์การแบ่งแยกระหว่างการลงมือกระทำความผิดกับการตระเตรียมกระทำความผิด
นักวิจัย : ฤทธิรุจ เขมะวนิช
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1092548000116
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

เนื่องด้วย ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 บัญญัติไว้แต่เพียงว่าการพยายามกระทำความผิดหมายถึงการกระทำที่เป็นการลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ส่วนการกระทำที่เป็นการลงมือกระทำความผิดนั้นมีความหมาย หรือลักษณะอย่างไร ไม่มีการกำหนดหรืออธิบายไว้อย่างชัดเจน แต่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลและนักวิชาการเป็นผู้สร้างแนวคิด กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นมาใช้และอธิบายกันเอง ทางวิชาการ ได้ให้ความหมายของการลงมือกระทำความผิดปรากฏตามขั้นตอนการเกิดความผิดทางอาญาว่าหมายถึง การกระทำที่ผ่านขั้นตอนการตระเตรียมมาแล้วแต่ยังไม่เกิดเป็นความผิดสำเร็จซึ่งระดับของการกระทำเช่นนี้จะมีลักษณะเป็นช่วงของการกระทำที่มีขอบเขตกว้างแคบต่างกันเริ่มตั้งแต่มีกระทำที่ผ่านพ้นการตระเตรียมกระทำความผิดมาเล็กน้อย มีการกระทำแรก (first acts)เรื่อยไปจนกระทั่งมีการกระทำเข้าใกล้กับการเกิดความผิดสำเร็จ มีการกระทำขั้นสุดท้าย (last acts)ก่อนเกิดเป็นความผิดสำเร็จเลยทีเดียว การกำหนดตำแหน่งของการกระทำดังกล่าว จึงเป็นการให้ความหมายของการลงมือกระทำความผิด ซึ่งการกำหนดความหมายของการลงมือกระทำความผิดนั้นเป็นการกำหนดกรอบเริ่มต้นของความผิดฐานพยายาม และเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการแบ่งแยกระหว่างการพยายามกระทำความผิดกับการตระเตรียมกระทำความผิดด้วย ซึ่งการกำหนดตำแหน่งของการการกระทำที่เป็นการลงมือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวเป็นปัญหาหนึ่งที่มีการถกเถียงกันอย่างมาก ทางปฏิบัติ แนวคำพิพากษาของศาลไทยส่วนไหญ่ถือระดับการใกล้ชิดต่อผลสำเร็จของความผิดเป็นเกณฑ์ในการแบ่งแยก และให้ความหมายถึงลักษณะของการลงมือที่จะเป็นการพยายามกระทำความผิดดังกล่าว โดยถือว่าการใกล้ชิดต่อผลสำเร็จของความผิดต้องถึงขนาดใกล้ชิดกับองค์ประกอบของความผิดหรือเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำในองค์ประกอบความผิดฐานนั้น ๆ หรือเหตุฉกรรจ์เทียบได้กับทฤษฎีการกระทำที่ใกล้ชิดต่อผล (The Proximity acts theory) ของต่างประเทศในแนวทางที่มุ่งตีความทฤษฎีการกระทำที่ใกล้ชิดต่อผลในความหมายแคบ ทำให้การวินิจฉัยลักษณะของการลงมือพยายามกระทำความผิดแคบลงไปมากในบางฐานความผิด เช่น ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือความผิดฐานฆ่าคนโดยใช้ปืนยิง เป็นต้น ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและบางกรณีขัดต่อความรู้สึกของประชาชนโดยทั่วไปได้ ทั้งยังปรากฏแนวคำพิพากษาส่วนน้อยที่พิจารณาเห็นแตกต่างออกไปกล่าวโดยสรุปแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้แนวทางปฏิบัติของไทยยังไม่แน่นอนว่าอิงอยู่กับแนวคิดตามทฤษฎีใดแต่ขึ้นอยู่กับการใช้ดุลพินิจไปตามควรแก่กรณี (case by case) ปัจจุบัน ทั้งในประเทศที่ใช้ระบบ Civil Law และ Common Law เห็นพ้องต้องกันว่าควรมีการกำหนดกรอบที่สามารถใช้ได้เป็นการทั่วไป (general) ในรูปแบบทฤษฎีกฎหมาย (theory) มาใช้กับเรื่องนี้ เพื่อนำไปใช้และอธิบายได้กับข้อเท็จจริงในทุก ๆ กรณี และควรมีการขยายขอบเขตของกฎหมายพยายามกระทำความผิดออกไปให้คุ้มครองสังคมมากขึ้น ในประเทศอังกฤษปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ถูกกำหนดโดยพระราชบัญญัติการพยายามกระทำความผิด ค.ศ. 1981 (Criminal Attempts Acts 1981) ซึ่งให้ความหมายของการลงมือพยายามกระทำความผิดว่าหมายถึง การกระทำที่มากกว่าเป็นเพียงการกระทำที่เป็นการตระเตรียมกระทำความผิด (more than merely preparatory) และที่มีความหมายเป็นกลางระหว่างทฤษฎีการกระทำที่ใกล้ชิดต่อผล (The Porximity acts theory) และทฤษฎีการกระทำขั้นสุดท้าย (Last actstheory) อันเป็นการขยายขอบเขตของการพยายามกระทำความผิดออกไปกว้างกว่าเดิมโดยมุ่งแนวทางทางด้านอัตตุวิสัย (subjective) ของตัวผู้กระทำมากขึ้น ปรับเอนเข้ามาคล้ายกันกับประเทศในส่วน Civil Lawที่ยึดแนวคิดทฤษฎีอัตตะวิสัย (Subjective theory) มาเป็นมาตรฐานในการอธิบายอยู่แล้ว ซึ่งการอธิบายถึงความหมายของการลงมือพยายามกระทำความผิดจะมีขอบเขตกว้างกว่า Common Law เดิม อยู่แล้วในประเทศฝรั่งเศส ใช้ทฤษฎีการกระทำที่ใกล้ชิดต่อผล (The Proximity acts theory ) ซึ่งมีแนวคิดเน้นไปในทางอัตตะวิสัยในประเทศเยอรมนีใช้ทฤษฎีความเป็นภยันตรายของการกระทำนั้น(Dangerous possiblilty acts theory) ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้ทฤษฎีการกระทำในขั้นตอนสำคัญ (The Substantial step acts theory) ซึ่งขยายขอบเขตของการพยายามกระทำความผิดออกไปกว้างกว่าประเทศอังกฤษมาก ผู้เขียนจึงเห็นว่า ควรมีการให้ความหมายและกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ในลักษณะที่เป็นการวางกรอบมาตรฐานโดยทั่ว ๆ ไป ในรูปแบบทฤษฎีกฎหมาย ที่มีการอธิบายหลักการและเหตุผลในการนำมาใช้อย่างชัดเจน และทฤษฎีที่นำมาใช้ควรขยายขอบเขตของการพยายามกระทำความผิดเข้าไปคุ้มครองสังคมมากขึ้น เช่นเดียวกันกับนานาประเทศในปัจจุบันผู้เขียนเห็นด้วยกับการใช้ระดับของการใกล้ชิดมาอธิบายความหมายของการลงมือกระทำความผิดและเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่งแยกระหว่างการลงมือพยายามกระทำความผิดกับการตระเตรียมกระทำความผิด โดยความหมายลักษณะของการกระทำที่ใกล้ชิดควร หมายถึง การกระทำที่เป็นการกระทำผิดโดยตรงต่อเนื่องมุ่งไปสู่การก่อให้เกิดความผิด ส่วนจะใกล้ชิดกับอะไร หรือใช้อะไรเป็นจุดวัด ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการใช้ผลสำเร็จของความผิดตามทฤษฎีการกระทำที่ไกล้ชิดต่อผล (The proximity acts theory) มาเป็นจุดวัด แต่เห็นด้วยกับการนำหลักการกระทำที่กระทบต่อคุณธรรมตามกฏหมายหรือประโยชน์ที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองตามทฤษฎีความเป็นภยันตรายของการกระทำนั้น (Dangerous possibility acts theory) มาเป็นจุดวัดซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยผันแปรไปตามชนิดและฐานความผิด เช่นนี้จะเป็นการแก้ปัญหาในการวินิจฉัยความผิดต่าง ๆ ให้แน่นอนชัดเจนขึ้นได้ เช่น ในกรณีที่ความผิดฐานฆ่าคนโดยใช้ปืนยิงก็ไม่จำต้องถึงขั้นเล็ง การข่มขืนกระทำชำเราก็ไม่จำต้องถึงขั้นใช้อวัยวะเพศชายจ่อที่อวัยวะเพศหญิง หรือระดับการคุ้มครองบุคคลต้องมากกว่าการคุ้มครองทรัพย์สิน เพราะระดับคุณธรรมทางกฎหมายหรือประโยชน์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองมีความรุนแรงมากน้อยต่างกัน

บรรณานุกรม :
ฤทธิรุจ เขมะวนิช . (2548). การพยายามกระทำความผิด : ศึกษาเฉพาะหลักเกณฑ์การแบ่งแยกระหว่างการลงมือกระทำความผิดกับการตระเตรียมกระทำความผิด.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ฤทธิรุจ เขมะวนิช . 2548. "การพยายามกระทำความผิด : ศึกษาเฉพาะหลักเกณฑ์การแบ่งแยกระหว่างการลงมือกระทำความผิดกับการตระเตรียมกระทำความผิด".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ฤทธิรุจ เขมะวนิช . "การพยายามกระทำความผิด : ศึกษาเฉพาะหลักเกณฑ์การแบ่งแยกระหว่างการลงมือกระทำความผิดกับการตระเตรียมกระทำความผิด."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2548. Print.
ฤทธิรุจ เขมะวนิช . การพยายามกระทำความผิด : ศึกษาเฉพาะหลักเกณฑ์การแบ่งแยกระหว่างการลงมือกระทำความผิดกับการตระเตรียมกระทำความผิด. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2548.