| ชื่อเรื่อง | : | ความเข้ากันได้ของเทอร์โมไซฟอนพลาสติกชนิดเอชดีพีอีกับสารทำเย็น R113 และ R123 |
| นักวิจัย | : | ศศิธร ประกายวิทย์ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2545 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=9049 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์นี้เป็นการศึกษาถึงความเข้ากันได้ของเทอร์โมไซฟอนพลาสติก ชนิดเอชดีพีอีกับสารทำเย็น R113 และ R123 โดยทำการทดลองเพื่อหาการเกิด ปฏิกิริยาทางเคมีของวัสดุท่อและระหว่างสารทำงานทั้ง 2 ชนิดภายไต้การปฏิบัติงาน ระยะยาว และเพื่อจะสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อทำนายความแข็งแรงคราก ในฟังก์ชันของเวลาและอุณหภูมิของเทอร์โมไซฟอนระบบดังกล่าว เทอร์โมไซฟอนสร้าง จากท่อพลาสติกชนิดเอชดีพีอี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 15 มิลลิเมตร ยาว 400 มิลลิเมตร มีอัตราส่วนการเติมของสารทำงานเป็นร้อยละ 50 ของปริมาตร ส่วนทำระเหย อัตราส่วนสนทัดของท่อเท่ากับ 10 เทอร์โมไซฟอนได้รับความร้อนจาก กระบะทรายซึ่งได้รับความร้อนจากแผ่นให้ความร้อนจำนวน 10 ตัว การระบายความร้อน ในส่วนควบแน่นของเทอร์โมไซฟอนทำได้ด้วยการพาความร้อนแบบบังคับด้วยพัดลม การทดสอบทำอย่างต่อเนื่องที่อุณหภูมิส่วนทำระเหย 40 60 และ 80(+,ฐ)C เป็นเวลา 3000 ชั่วโมง โดยทำการเก็บข้อมูลที่เวลา 500 1000 และ 3000 ชั่วโมง การวิเคราะห์ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นกับวัสดุท่อจะใช้ความแตกต่างเชิงมวลและ เชิงความแข็งแรงครากของชิ้นทดสอบก่อนและหลังการทดลอง และรูปถ่ายลักษณะ พื้นผิวของเทอร์โมไซฟอนจากกล้องจุลทรรศน์แบบสแกน (Scanning Electron Microscope) ส่วนการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสารทำเย็นจะใช้เครื่อง Infrared Spectrophotometry (IR) และเครื่อง Atomic Absorption Spectrophotometry (AAS) แบบจำลองเอมพิริกัลได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อหาความ สัมพันธ์ระหว่างความแข็งแรงครากของท่อกับอุณหภูมิและเวลาการทำงาน ผลการทดลองพบว่า สารทำเย็นไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอินทรีย์เคมีใด ๆ แต่ตรวจพบธาตุทองแดงอยู่ในสารทำเย็นซึ่งเกิดขึ้นเนื่องมาจากชุดเติมสารที่เป็น ท่อทองแดงสามารถทำปฏิกิริยากับสารทำเย็นได้ แม้ว่ามวลของชิ้นทดสอบจะไม่ เปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลา 1000 ชั่วโมง แต่จะไปเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลา 1000-3000 ชั่วโมง โดยที่มวลของชิ้นทดสอบที่แช่ในสารทำเย็น R113 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.34 10.66 และ 10.76 ในขณะที่มวลของชิ้นทดสอบที่แช่ในสารทำเย็น R123 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.15 9.41 และ 9.68 ที่อุณหภูมิส่วนทำระเหย 40 60 และ 80 (+,ฐ)C ตามลำดับ ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์ไม่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงพื้นผิว ภายในของเทอร์โมไซฟอน ในที่สุดจะสามารถทำนายความแข็งแรงครากของชิ้นทดสอบ จากแบบจำลองเอมพิริกัล ได้ตามสมการ (+,s) = (9.8020+0.00665T)-(0.0009-7.50x10(6)T)t สำหรับ R113 และ (+,s) = (9.0502+0.02016T)-(0.0007-9.25x10(6)T)t สำหรับ R123 เมื่อ T และ t คืออุณหภูมิและเวลาทำงาน ตามลำดับ โดยค่าความเชื่อมั่นของสมการ ที่ได้จากการสร้างสมการเพื่อแทนข้อมูล มีค่า 95 % สรุปได้ว่า เทอร์โมไซฟอน พลาสติกชนิดเอชดีพีอีสามารถใช้งานกับสารทำเย็น R113 และ R123 ได้ดีโดยไม่เกิด การเปลี่ยนแปลงสมบัติของวัสดุท่อและสารทำเย็น ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 1000 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามในช่วงระยะเวลา 1000-3000 ชั่วโมง สารทำเย็น R123 สามารถ เข้ากันได้กับเทอร์โมไซฟอนพลาสติกชนิดเอชดีพีอีดีกว่าสารทำเย็น R113 แบบจำลอง แสดงให้เห็นว่าเทอร์โมไซฟอนพลาสติกชนิดเอชดีพีอีที่ใช้ R123 มีค่าความแข็งแรง ครากสูงกว่าเทอร์โมไซฟอนพลาสติกชนิดเอชดีพีอีที่ใช้ R113 ที่สภาวะการทำงาน เดียวกัน |
| บรรณานุกรม | : |
ศศิธร ประกายวิทย์ . (2545). ความเข้ากันได้ของเทอร์โมไซฟอนพลาสติกชนิดเอชดีพีอีกับสารทำเย็น R113 และ R123.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ศศิธร ประกายวิทย์ . 2545. "ความเข้ากันได้ของเทอร์โมไซฟอนพลาสติกชนิดเอชดีพีอีกับสารทำเย็น R113 และ R123".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ศศิธร ประกายวิทย์ . "ความเข้ากันได้ของเทอร์โมไซฟอนพลาสติกชนิดเอชดีพีอีกับสารทำเย็น R113 และ R123."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2545. Print. ศศิธร ประกายวิทย์ . ความเข้ากันได้ของเทอร์โมไซฟอนพลาสติกชนิดเอชดีพีอีกับสารทำเย็น R113 และ R123. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2545.
|
